
พร้อมผลักดันกม.คุมม็อบ สิทธิเสรีภาพในนิยามใหม่
การชุมนุมทางการเมืองซึ่งทุกฝ่ายล้วนแต่อ้างสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
การชุมนุมทางการเมืองซึ่งทุกฝ่ายล้วนแต่อ้างสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ กลายมาเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องหาทางออก ร่วมกัน
จากปัญหานำไปสู่การเสนอ “ร่าง พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ” ขึ้นมาในช่วงสมัยประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา แต่เรื่องยังค้างอยู่ที่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญ คือ การชุมนุมสาธารณะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ ได้แก่ สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท รัฐสภา ทำเนียบ รัฐบาล ศาล และหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานทูต หรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ
สำหรับในกรณีที่จะต้องการจัดการชุมนุมต้องแจ้งต่อหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่ที่จะจัดชุมนุมไม่น้อยกว่า 72 ชั่วโมงก่อนเริ่มชุมนุม โดยผู้ขอให้มีการชุมนุมต้องอยู่ร่วมการชุมนุมตลอดเวลา ต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และต้องยกเลิกการชุมนุมตามที่ได้แจ้งเอาไว้
ท่าทีของสังคมต่อกฎหมายฉบับนี้มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย น่าสนใจว่าบรรดาพรรคการเมืองคิดที่เสนอตัวรับเลือกตั้ง มีจุดยืนอย่างไร
พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐบาลผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา “สาธิต ปิตุเตชะ” กรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้มีความจำเป็นที่ต้องผลักดันออกมาให้เกิดเป็นรูปธรรม และเจตนาของการมีร่าง พ.ร.บ.ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อจัดสิทธิของผู้ชุมนุมที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่มีเจตนาให้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นเพื่อดูแลจัดการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย
“ส่วนตัวเห็นว่ากฎหมายเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ไปจำกัดสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และถ้าใครมีเจตนาที่ดีต่อการจัดการชุมนุมโดยยึดหลักของรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร เพราะกฎหมายคงไม่สามารถเอาผิดได้อย่างแน่นอน”
ด้าน พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ประกาศไม่ขอร่วมเป็น กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ มีความเห็นว่าต้องมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้เข้ามาใหม่เพื่อให้มีเนื้อหาเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดย “พีรพันธุ์ พาลุสุข” ผู้สมัคร สส.เขต 3 จ.ยโสธร |และมือกฎหมายของพรรค เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเสนอกฎหมายเข้าสภาใหม่ เพราะร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในวุฒิสภาขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้เป็นการสนับสนุนการใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชน
“ประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไข คือการกำหนดบทลงโทษทางอาญาให้กับประชาชนตามร่าง พ.ร.บ.เพราะเป็นการจำกัดสิทธิชัดเจนและให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินความจำเป็นในการควบคุมการชุมนุม เนื่องจากสิทธิดังกล่าวของประชาชนได้รับรองตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปฏิเสธกฎหมายฉบับนี้ แต่คิดว่าการจะเสนอกฎหมายอะไรที่จะไปละเมิดหรือจำกัดสิทธินั้นจะกระทำไม่ได้”
พรรคชาติไทยพัฒนา “ภราดร ปริศนานันทกุล” ผู้สมัคร สส.อ่างทอง เขต 1 และอดีตวิปรัฐบาล มองถึงเนื้อหาในกฎหมายฉบับนี้ว่า ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพราะมีความเห็นแตกต่างกันอยู่มากในสาระสำคัญ เช่น ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการดูแลการชุมนุม หรือการตีความว่าอำนาจดังกล่าวของเจ้าหน้าที่นั้นมีลักษณะขัดกับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณากฎหมายนี้สามารถเดินหน้าไปเห็นว่าสมควรจะเชิญหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาข้อยุติให้ได้ก่อน เพราะที่ผ่านมามีการวิจารณ์ว่าการเสนอกฎหมายดังกล่าวมาจากตำรวจฝ่ายเดียว
เมื่อดูจากท่าทีของฝ่ายการเมืองแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นหลักประกันหนึ่งเพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่อ้างตัวเองว่าเป็นไปเพื่อระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ
ด้าน คมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงความคิดเห็นว่า ความเป็นไปได้ของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีความเป็นไปได้สูง เพราะสังคมเริ่มเรียกร้องการให้มีกลไกเข้ามาควบคุมการชุมนุมทางการเมืองไม่ให้ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีหรือไม่มีกฎหมายแต่จะหนักตรงที่สภาพของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่าว่าในทางปฏิบัติจะสามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่
“ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่เป็นไปลักษณะอัตตาธิปไตย และกฎหมายที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายความมั่นคงก็ไม่สามารถควบคุมไม่ให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญในการไม่ไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นๆ จะเห็นได้ว่าปัญหานี้จึงไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐแทน” คมสันต์ กล่าว
คมสันต์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถ้ามองถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ แต่การจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้อยู่ตรงที่การสร้างกรอบและความรับรู้ให้กับสังคมไทยว่าการชุมนุมแบบไหนที่จะสามารถพึงกระทำได้โดยไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพบุคคลอื่นๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการแก้ไขที่มีประสิทธิ ภาพมากกว่ามีกฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว เพราะบริบทของสังคมไทยเกี่ยวกับการชุมนุมไม่ได้เป็นเหมือนกับต่างประเทศทำให้การมีกฎหมายลักษณะนี้อาจจะเหมาะสมกับบริบทของสังคมการเมืองไทย







