
จับตา..มะกันเล่นกับไฟขู่ชักดาบปล่อยหนี้สูญ
“ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ (Default) แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเลวร้ายมาก และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะหยุดเล่นกับไฟเสียที”
“ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ (Default) แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเลวร้ายมาก และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะหยุดเล่นกับไฟเสียที”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ (Default) แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเลวร้ายมาก และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะหยุดเล่นกับไฟเสียที” รอยเตอร์ส อ้างคำกล่าวของ หลี่เต้ากุย ที่ปรึกษาธนาคารกลางของจีน ซึ่งกล่าวนอกรอบระหว่างการประชุมแห่งหนึ่งที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเร็วๆ นี้
เพราะในขณะที่โลกมัวแต่วิตกกับปัญหาหนี้ของกรีซ ที่อาจผิดนัดชำระหนี้จนส่งผลสะเทือนไปทั่วยุโรป โลกคงไม่ทันได้ตระหนัก ไม่รู้ หรือไม่ทันได้คิดว่า มหาอำนาจเบอร์ 1 อย่างสหรัฐ ก็มีคิวที่ต้องจ่ายหนี้เร็วๆ นี้ ในวันที่ 15 ส.ค.เช่นกัน
และที่สำคัญ ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น “หนี้สูญ” หรือเกิดการเบี้ยวหนี้ เหมือนกันอีกด้วย
คำว่า Default ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชักดาบเบี้ยวหนี้ทั้งหมด ผิดนัดชำระหนี้ไป 1 วัน หรือหมดหนทางจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเขตเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก
ทั้งที่ทุกวันนี้ สหรัฐมีระดับหนี้สาธารณะพุ่งทะลุทะลวงไปถึง 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 430 ล้านล้านบาท) พร้อมงบประมาณขาดดุลที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยคาดว่าในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. นี้ งบขาดดุลจะพุ่งถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท)
ทั้งที่สหรัฐเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้มาแล้ว 4 ครั้ง และมีความเสี่ยงสูงอีกครั้งในปีนี้ เมื่อฟิทช์ เรทติ้งส์ ขู่ร่ำๆ ว่าจะ “หั่นเครดิต” หรือสิ่งสำคัญที่สหรัฐมีอยู่ในมือมากกว่าเงินสด
และทั้งที่ปัญหาการเมืองที่แตกแยกรุนแรงระหว่างฝ่ายค้านรีพับลิกันกับรัฐบาลเดโมแครตในวันนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปทุกที
ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ สหรัฐถึงกำหนดต้องไถ่ถอนพันธบัตรวงเงิน 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) หากรัฐบาลไม่สามารถจ่ายได้เต็มจำนวน ฟิทช์ เรทติ้งส์ จะหั่นเครดิตตราสารหนี้บางประเภทลงเหลือ B+
และในวันที่ 15 ส.ค.นี้ สหรัฐต้องจ่ายหนี้จากการจำหน่ายพันธบัตร 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.1 แสนล้านบาท) และต้องจ่ายดอกเบี้ยผู้ถือตราสารหนี้งวดนี้อีก 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.5 แสนล้านบาท) หากเบี้ยวครั้งนี้ สหรัฐจะถูกขึ้นบัญชีดำ “ผิดนัดชำระหนี้ในวงจำกัด” (Restricted Default) และถูกหั่นอันดับเครดิตตราสารหนี้ทุกตัวลงมาอยู่ที่ระดับ B+
ทางออกเดียวของสหรัฐในขณะนี้ คือ สภาคองเกรสต้องผ่านกฎหมายภายในเส้นตายกลางเดือน ก.ค.นี้ ยอมปรับเพิ่มเพดานให้รัฐบาลกู้หนี้เพิ่มได้ จากเดิมที่ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เรียกง่ายๆ ได้ว่ากู้หนี้มาโปะหนี้
แต่ที่ไม่ง่ายก็คือ การเมืองอเมริกันในวันนี้ไม่ได้ปรองดองกัน แถมยังเล่นการเมืองกันแบบไม่กลัวฉุดประเทศ/หรือโลกดำดิ่งไปด้วย ดังที่จีน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เบอร์ 1 ของอเมริกาต้องออกมาเตือนดังๆ ว่า “อย่าเล่นกับไฟ”
สส.พรรครีพับลิกันจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังท้าให้รัฐบาลพรรคเดโมแครต “เบี้ยวหนี้ในเชิงเทคนิค” ด้วยการเลื่อนกำหนดวันชำระหนี้ออกไป โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญหวังกดดันให้รัฐบาลตัดลดงบประมาณรายจ่ายให้เข้มข้นกว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการปรับสมดุลงบประมาณระยะยาว (และให้ตัดงบในโปรเจกต์ของเดโมแครตด้วย)
เรียกว่ายอมเสียเครดิต ยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น และยอมทนเห็นความโกลาหลในตลาดทุนโลกในช่วงสั้นๆ โดยเฉพาะการทรุดฮวบของเงินดอลลาร์ เพื่อรักษาพื้นฐานระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐเอาไว้
แต่ทั่วโลกดูจะสมานฉันท์พร้อมใจกันส่งสัญญาณทันทีว่า “ยอมไม่ได้” เพราะผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความโกลาหล แต่เป็นหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดเป็นลูกโซ่ราวกับงูกินหาง เพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศล้วนผูกพันกับสหรัฐหลักๆ 2 ด้านด้วยกัน คือ 1.เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งถือครองตราสารหนี้สหรัฐเอาไว้ และ 2.แบงก์ชาติทั่วโลกต่างก็ถือครองเงินเหรียญสหรัฐเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของทุนสำรองระหว่างประเทศ
จึงไม่น่าแปลกใจที่จีน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เบอร์ 1 ถือครองตราสารหนี้สหรัฐไว้กว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 30 ล้านล้านบาท จะต้องส่งเสียงเตือนดังๆ ให้ลูกหนี้ได้รับรู้
“ผมกังวลมากถึงความเสี่ยงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ เพราะจะส่งผลกระทบให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงทันที” ที่ปรึกษาธนาคารกลางของจีน กล่าว
ขณะที่ เบน เวสต์มอร์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากธนาคารกลางออสเตรเลีย ก็กล่าวกับรอยเตอร์สว่า การผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจตามมาอย่างเลวร้ายที่สุด โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ดัชนีตัวเลขด้านต่างๆ ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก และปล่อยให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้แม้ในเชิงเทคนิค จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
เรียกว่าทุกฝ่ายล้วนเห็นถึงหายนะที่จะตามมาตรงกัน ดังนั้นในอีกด้านหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่จึงไม่เชื่อว่าสหรัฐจะปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
แต่หากภายใน 5-6 สัปดาห์นี้ ยังไม่ได้เห็นวี่แววการผ่านกฎหมายของสภาคองเกรส ถึงเวลานั้นก็อาจได้เห็นสัญญาณเตือนโกลาหลย่อมๆ มาจากตลาดทุนโลก
ถึงเวลานั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้...







