posttoday
คาดทองทะลุ2.3หมื่นบ.

คาดทองทะลุ2.3หมื่นบ.

19 มิถุนายน 2554

ราคาทองปรอทแตก วิ่งฉิวบาทละ 22,250 บาท คาดสิ้นปีเห็น 23,400 แน่

ราคาทองปรอทแตก วิ่งฉิวบาทละ 22,250 บาท คาดสิ้นปีเห็น 23,400 แน่

ไอเอ็มเอฟเตือนวิกฤตหนี้ยุโรป สหรัฐ เสี่ยงทำเศรษฐกิจโลกทรุด

ราคาทองคำในตลาดโลกวันที่ 18 มิ.ย. ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 1,538.5 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐลดลง และปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปทำให้นักลงทุนและกองทุนหันมาถือครองทองคำกันมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นวันที่สามแล้ว

ราคาทองคำแม้จะปรับขึ้นไม่สูงมาก แต่เป็นสัญญาณว่าเป็นช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาทองคำในประเทศได้ปรับตัวขึ้น ทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 22,150 บาท ขายออก 22,250 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อคืน 21,830.40 บาท ขายออก 22,650 บาท เพิ่มขึ้น 100 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทที่ 30.55 บาท เหนือกว่าราคาทองคิดเป็นบาททองคำเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ขณะนั้นราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1,565.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 20,050 บาทต่อบาททองคำ ภายใต้ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐที่ 29.9 บาท

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ (MTS) ประมาณการว่า ราคาทองคำสัปดาห์หน้ามีโอกาสปรับขึ้นโดยมีแนวต้านที่ 1,550 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์หากสามารถฝ่าไปได้ภายใน 5 วัน หลังจากนั้นจะกลับไปที่จุดสูงสุดเดิมและคาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นสูงสุดเดือน ต.ค. ที่ 1,650 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 23,400 บาท

นายโอลิเวียร์ บลองคาร์ด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้แถลงว่า ไอเอ็มเอฟได้ลดการคาดการณ์การฟื้นฟูและเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงมา 10 จุด จากเมื่อสองเดือนก่อนอยู่ที่ 4.3% และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ที่ 4.0% เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวลงมาก สถานการณ์หนี้สาธารณะในเขตยูโรโซน ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ไอเอ็มเอฟ ชี้ว่า การที่รัฐบาลกรีซไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดส่งผลให้เกิดความกังวลจนกดดันเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ กลุ่มสหภาพยุโรปเหลือเวลาอีกไม่มากนักที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ โดยต้องหานโยบายที่เข้มงวดมาปรับใช้ และปฏิรูปภาคการเงิน การธนาคาร หากปล่อยระยะเวลานานออกไปความวิตกกังวลจากบรรดานักลงทุนและสาธารณะก็จะเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ร้อนแรงในประเทศแถบเอเชียและละตินอเมริกาก็ส่งผลร้ายต่อการฟื้นฟูของเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกัน โดยราคาสินค้าและอาหารที่แพงขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวทั้งนี้ แม้ว่าผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไอเอ็มเอฟจะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่โดยตรง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศเหล่านี้นำโดยจีนและบราซิล

นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วง 5 เดือนแรกสร้างความผิดหวังให้กับทางไอเอ็มเอฟเป็นอย่างมาก โดยไอเอ็มเอฟได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐจาก 2.8% เมื่อเดือนเม.ย. มาอยู่ที่ 2.5% ในรายงานการคาดการณ์ครั้งล่าสุด

โดยไอเอ็มเอฟรายงานว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไม่เติบโตตามที่คาดเป็นผลมาจากปัจจัยเฉพาะกาลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ทั้งจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่เลวร้าย และการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต เนื่องจากวิกฤตแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงปัญหาการปรับแผนเงินงบประมาณ เพดานหนี้และนโยบายการจัดเก็บภาษีของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายประเทศและภูมิภาคแล้ว ยุโรปยังคงมีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้นประมาณ 2.0% จากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 1.6% เนื่องจากเศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นเยอรมนี และฝรั่งเศสเป็นตัวผลักดันสำคัญ ขณะที่จีนยังคงเป็นแชมป์ที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงสุดที่ 9.6%

ด้านญี่ปุ่น ประสบชะตากรรมเดียวกันกับสหรัฐโดยการคาดการณ์การเติบโตหล่นลงมาอยู่ที่ 0.7%


 

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน