
จัดหนักสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ลงท้ายกลายเป็นความเสี่ยง
การโหมกระแสการ “จัดหนัก” เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนประกันสังคมทั้งในระบบและนอกระบบจัดมาเป็นระลอกๆ
การโหมกระแสการ “จัดหนัก” เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนประกันสังคมทั้งในระบบและนอกระบบจัดมาเป็นระลอกๆ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การโหมกระแสการ “จัดหนัก” เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนประกันสังคมทั้งในระบบและนอกระบบจัดมาเป็นระลอกๆ หวังว่าจะกลบปมด้อยของตัวเองเมื่อเทียบกับ “บัตรทอง” ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ล่าสุดในการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม ได้ไฟเขียวเห็นชอบกรอบงบประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี เพื่อดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนเพิ่มอีก 6 กรณี ได้แก่ 1.โรคเรื้อรังจากเดิมดูแลเพียง 180 วัน เพิ่มเป็นดูแลต่อเนื่องในช่วง 1 ปี 2.ยาราคาสูง 3.ปลูกถ่ายไตและยารักษาโรคไต 4.เจ็บป่วยฉุกเฉินจากเดิมรักษาได้ 2 ครั้งต่อปี เพิ่มเป็นรักษาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 5.ทันตกรรม และ 6.ยาต้านไวรัสเอชไอวี (เอดส์) ซึ่งจะเสนอที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ คาดว่าออกประกาศได้ในเดือน ก.ค. หรืออย่างช้าประมาณเดือน ส.ค.นี้
แถมยังเตรียมศึกษาการเพิ่มสิทธิประโยชน์ยารักษาโรคมะเร็งนั้น เบื้องต้นได้ประมาณการว่าจะใช้ประมาณไม่น่าจะเกิน 50 ล้านบาทต่อปี
ก่อนหน้านี้ สปส.ได้จัดแพ็กเกจชุดแรกเพิ่มสิทธิประโยชน์ 6 กรณี เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา เบาะๆ ใช้เงินทั้งหมดปีละ 1,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.เพิ่มค่าคลอดบุตรจากครั้งละ 1.2 หมื่นบาท เป็น 1.3 หมื่นบาท 2.เงินสงเคราะห์บุตรจากรายละ 350 บาท ขยับเป็น 400 บาท 3.ค่าทันตกรรมจากครั้งละไม่เกิน 250 บาท ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง หรือ 500 บาท เป็นครั้งละ 300 บาท หรือปีละไม่เกิน 600 บาท 4.สิทธิในการให้บริการใส่รากฟันเทียม 5.เพิ่มสิทธิในกรณีรักษาโรคจิต 6.เพิ่มค่ารักษากรณีทุพพลภาพจากเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท เป็น 4,000 บาท
แต่ไฮไลต์โครงการที่ทำให้กระเป๋าเงินประกันสังคมและรัฐบาลสุ่มเสี่ยงมากที่สุด“ดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม” แค่งบประประชาสัมพันธ์ก็ควักไปแล้ว 714ล้านบาท ยังไม่รวมเงินแต่ละก้อนที่รัฐบาลจะต้องควักจ่ายสมทบ
ทั้งนี้ ประกันสังคมประมาณการว่าจะมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม 2.4 ล้านคน จากจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมด 24 ล้านคน
ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. มาจนถึงขณะนี้มีประชาชนมาสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 หรือผู้ประกันตนของแรงงานนอกระบบ โดยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแล้วกว่า 2.27 แสนราย ส่วนใหญ่กว่า 99% หรือคิดเป็น 2.26 แสนรายคน สมัครเป็นผู้ประกันตนรูปแบบที่ 2 (150 บาท) คือ ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 100 บาท รัฐบาลสมทบช่วย 50 บาท ได้รับสิทธิ 4 กรณี คือ ทุพพลภาพ ชดเชยการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย เสียชีวิต และบำเหน็จชราภาพ โดยรวมรูปแบบนี้มีเงินสมทบ 3.38 ล้านบาท
ที่เหลืออีก 1% หรือคิดเป็น 1,568 คน สมัครเป็นผู้ประกันตนรูปแบบที่ 1 (100) ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 70 บาท รัฐบาลสมทบ 30 บาท ได้รับสิทธิ 3 กรณีตามรูปแบบที่ 2 แต่ยกเว้นสิทธิบำเหน็จชราภาพ
พื้นที่ปริมณฑลสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ตามเป้าหมายมากที่สุด และภาคอีสานสมัครตามเป้าหมายน้อยที่สุด โดยยอดรวมทั่วประเทศมีผู้มาสมัครเพียง 9.48% ของจำนวน 2.4 ล้านคน ตามเป้าที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกการประกันตนรูปแบบที่ 2 ได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกันตนให้ความสำคัญการสิทธิประโยชน์การคุ้มครองชราภาพมาก
ในขณะที่สิทธิประโยชน์เงินกองทุนชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนในระบบกำลังเผชิญปัญหากองทุนเสี่ยงที่จะล้มละลายในปี 2586
โดยในปี 2557 เป็นปีแรกที่จ่ายเงินบำนาญชราภาพ และอีก 17 ปี ในปี 2574 หากยังให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างต่อเดือนเช่นเดิม จะทำให้กองทุนประกันสังคมขาดทุนเป็นปีแรกและเงินกองทุนจะหมดลงในปี 2586
การเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ผ่านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 3,0004,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งยอดเงินสมทบที่เก็บได้เริ่มที่จะปริ่มกับรายจ่าย ซึ่งจะทำให้กองทุนประกันสังคมกำลังเผชิญการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันมีนายจ้างค้างการจ่ายเงินสมทบ 3,000 ล้านบาท
ข้อมูล สปส.ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 9.68 ล้านคน จากสถานประกอบการ 3.96 แสนแห่ง จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมซึ่งมียอดเงินสะสมทั้งสิ้น 8.45 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินสิทธิประโยชน์ 3 ส่วน ได้แก่ 1.กรณีเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ และคลอดบุตร 1.15 แสนล้าน 2.กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 6.71 แสนล้านบาท และ3.กรณีว่างงาน 5.8 หมื่นล้านบาท
แม้ว่า สปส.จะออกมาระบุว่า การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ค่ากรณีเจ็บป่วยนั้นไม่มีปัญหา เพราะคณะอนุกรรมการการแพทย์ของบอร์ด สปส. ประเมินค่ารักษาและปรับให้เหมาะสมเป็นระยะ แต่ก็ยอมรับความหนักใจเงินกองทุนชราภาพที่จะติดลบในปี 2586 จึงต้องมีการศึกษาหามาตรการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น
ความเป็นห่วงในส่วนของเงินออมชราภาพของแรงงานนอกระบบนั้น จะแยกการบริหารงานจากกองทุนประกันสังคม โดยเงินออมชราภาพของแรงงานนอกระบบจะอยู่ในระบบกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐบาล
โดยให้ผู้มีสิทธิออมเงินขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท แต่ไม่เกินปีละ 1.32 หมื่นบาท และจะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลตามจำนวนเงินที่สะสมเข้ากองทุนและอายุของสมาชิก คือ อายุ 15-30 ปี เงินสมทบต่อเงินสะสม 50% สูงสุด 600บาท/ปี อายุ 30-50 ปี เงินสมทบต่อเงินสะสม 80% สูงสุด 960 บาท/ปี และอายุ 50-60 ปี เงินสมทบต่อเงินสะสม 100% สูงสุด 1,200 บาท/ปี
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เตือนระวังภาระงบประมาณการจัดสวัสดิการแรงงานนอกระบบ แม้ว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะต่อไปกองทุนนี้จะเป็นภาระด้านงบประมาณ เนื่องจากรัฐจะต้องจ่ายเงินสมทบ และต้องแยกคนกลุ่มนี้ไม่ให้ไปปนกับคนในระบบประกันสังคมเดิม
สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อมีฐานมาจากการอุดหนุนของรัฐบาล และการบริหารจัดการก็อาจเกิดปัญหาจากความเสี่ยงของตัวแรงงานที่อาจมีการเข้าออกสูง การส่งเงินสมทบขาดความต่อเนื่อง กระแสเงินที่เข้ามาไม่ต่อเนื่อง อาจมีแรงกดดันทำให้ยากในการบริหารจัดการ ต้นทุนและค่าตอบแทนต่างๆ ก็อาจจะมีการเรียกร้องสิทธิทดแทนต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าทุกคนไม่ปฏิเสธการเพิ่มสิทธิประโยชน์มากๆ แต่ต้องคิดยาวๆ เพราะหากยิ่งเรียกร้องสิทธิประโยชน์มากกว่าเงินที่หาได้ ผสมโรงมีคนนอกหรือมือที่มองไม่เห็นมาช่วยใช้แล้ว ยิ่งเป็นหนทางที่ทำให้กองทุนประกันสังคมก้าวสู่ความเสี่ยงล้มละลาย ในที่สุดผลกระทบก็เหวี่ยงมาตกใส่ผู้ประกันตน







