คตค.แก้คอร์รัปชัน เป็นสัญลักษณ์มากกว่าทำได้จริง
ถึงกับผงะไปเป็นแถวเมื่อนายดุสิต นนทนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ถึงกับผงะไปเป็นแถวเมื่อนายดุสิต นนทนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ถึงกับผงะไปเป็นแถวเมื่อนายดุสิต นนทนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับนักการเมืองและข้าราชการในปี 2553 เป็นเงินถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ใช้ก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ 1 สายเลยทีเดียว
ว่ากันว่าที่ภาคธุรกิจต้องออกโรงมาเคลื่อนไหวต้านคอร์รัปชันเพราะสุดทน เนื่องจากโดนเรียกเงินใต้โต๊ะสูงขึ้นเรื่อยๆ บางรายจ่ายถึง 50% ของมูลค่าโครงการ
น่าตกใจที่จากการทำโพลของหลายสำนัก มีการเปิดเผยความคิดเรื่องการคอร์รัปชันของคนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่า นักการเมืองจะโกงก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทำงานและแบ่งปันประชาชน
นี่เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะหากคนในสังคมเห็นว่าการคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดา คนที่คิดเช่นนี้ วันใดที่ได้ก้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษกับใคร ความละอายในการที่จะโกงก็จะไม่ค่อยมี
ว่าแล้วเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภาคเอกชน 23 องค์กร ก็ผนึกกำลังจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน (คตค.) มีประธานกรรมการหอการค้าไทยเป็นประธานคนแรก
คตค.นี้จะจับตาโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นตอคอร์รัปชันอันดับต้นๆ ของประเทศ และทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะแถลงผลงานในรูปดัชนีชี้วัดทุก 6 เดือน
เหตุการณ์ที่เอกชนร่วมใจกันมาลงสัตยาบันเพื่อขจัดคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทยนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากและเป็นเรื่องทางบวกของสังคมไทย ที่จะต้องเลิกค่านิยมการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา เพื่อขอความสะดวกในการค้าๆ ขายๆ
เพราะข้าราชการทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองมีหน้าที่รับใช้ประชาชน
สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตราบใดที่เรายังไปชื่นชมกับคนรวยที่โกงมันก็เป็นความคิดที่ผิด คนรวยแต่โกงเราก็ไม่ควรไปยกมือไหว้ เราต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมเริ่มที่ตัวเราเอง ต้องสร้างจุดเปลี่ยน อย่าให้นักการเมือง หรือข้าราชการ หรือเอกชนที่จ่ายเงินใต้โต๊ะมาเอาเปรียบ
นั่นเป็นข้อเท็จจริง แต่ในทางปฏิบัติก็มีคำถามว่า จะทำได้หรือ
เรื่องคอร์รัปชันนี้ เหมือนไก่กับไข่คือ ทางเอกชนก็โทษว่าทางข้าราชการและนักการเมืองเรียกร้องเงินใต้โต๊ะ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า สัมปทาน ฯลฯ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
ทางข้าราชการและนักการเมืองเองก็บอกว่า นักธุรกิจเป็นผู้เสนอผลประโยชน์มาให้ก่อน จะไม่รับได้อย่างไร
การถกเถียงกันนี้จะจบสิ้นลงได้ หากมีข้างใดข้างหนึ่งประกาศตัวว่า ไม่จ่าย ก็จะต้องไม่จ่ายจริงๆ จะโดนกลั่นแกล้ง บีบคั้นอย่างไรก็จะต้องอดทนและออกมาเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบ
การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปได้นั้น ทุกคนจะต้องมุ่งมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน และเดินไปข้างหน้า โดยไม่กลัวต่อปัญหาและอุปสรรค
ความไม่กลัวนี่เองจะเป็นภูมิคุ้มกันของภาคธุรกิจให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของนักการเมืองขี้ฉ้อ และข้าราชการขี้โกง
สำหรับข้าราชการเองนั้นก็เกิดคำถามขึ้นว่า หากรัฐจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนในการทำงานให้สูงทัดเทียมภาคเอกชนจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันได้เปลาะหนึ่ง
แต่รับรองได้หรือไม่ว่า หากขึ้นเงินเดือนให้สูงขึ้น แถมมีโบนัสให้ด้วย ข้าราชการจะเลิกการคอร์รัปชัน
คำตอบคือไม่มีทาง หากมีโอกาสและมีช่องทาง คนเห็นโอกาสก็จะทำ แม้จะมีเงินเดือนสูงมากก็ตามที
นอกจากนี้ ตัวเอกชนเองไม่ใช่มีการลงสัตยาบันกันแล้วว่าจะทำสงครามกับคอร์รัปชันแทนภาครัฐ ที่ไม่มีพลังพอ และป้อแป้ที่จะแก้ไขเรื่องนี้ แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงก็แอบไปจ่ายใต้โต๊ะ เพราะอยากได้งานมาทำ
ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และแผ่วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นั้น หลายฝ่ายมองว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจ จากสังคมการเกษตรมาเป็นระบบทุนนิยม ที่เน้นใครใหญ่ใครอยู่ ใครแข็งแรงกว่าก็ได้เปรียบ และมือใครยาวสาวได้สาวเอา
ความเป็นไปได้ที่จะขจัดคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทยนั้น พูดได้เลยว่ายากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา หากขจัดให้ลดลงไปได้ก็นับว่าดีแล้ว
การที่ลดการคอร์รัปชันได้บ้าง แต่ให้หมดไปไม่ได้นั้น เนื่องจากระบบสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ สส.แต่ละคนมีภาษีสังคมสูงกว่าคนปกติ ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ
ต่อมาก็มีการวางคนของตัวเอง หรือที่เรียกว่าเด็กฝาก ฝังไว้ในหน่วยงานต่างๆ ที่ตัวเองมีอำนาจ การที่จะเรียกรับเงินใต้โต๊ะโดยไร้หลักฐานจึงมีเกิดขึ้นตลอดเวลา
ทางด้านภาคธุรกิจเองก็มีการแข่งขันกันสูงมาก เพื่อที่จะให้ได้งานของรัฐมาทำ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งการแข่งขันนี่เองเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการวิ่งเต้น เข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อของานมาทำ
ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดี การวิ่งเต้นและการแข่งขันอาจจะน้อย เปรียบเหมือนบ่อน้ำมีน้ำเต็มเปี่ยมและมีปลาให้จับจำนวนมาก
แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว บ่อน้ำแห้งเหือด ก็ต้องแย่งกันจับปลา ใครจับปลาได้มากก็ยิ่งดี เมื่อแย่งกันก็ต้องใช้ทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มา
ดังนั้น การแก้คอร์รัปชันจึงยากมาก และการตั้ง คตค.ขึ้นมา ก็ไม่แน่ว่าทุกคนที่ร่วมสัตยาบันจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์จริงๆ
สำหรับคนทำการค้านั้น เวลาและโอกาสเป็นเรื่องสำคัญมาก แค่โดนกลั่นแกล้งโยกโย้ทำให้งานไม่เดิน เพียงแค่ 23 วันทางเอกชนจะทนได้หรือไม่ ที่จะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ ยอมเสียเวลา โดยเฉพาะผู้ส่งออก ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ มากมาย หรือจะนำเรื่องที่โดนกลั่นแกล้งไปฟ้องร้องต่อ คตค.และก็จะถูกขึ้นบัญชีคนว่ายากจากฝ่ายเรียกร้องผลประโยชน์ว่า ถ้ารายนี้มาก็ต้องจัดการให้ช้า เพราะเป็นนักร้องเรียน
การลงนามในสัตยาบันของภาคเอกชนเพื่อขจัดคอร์รัปชันนั้น จึงเป็นไปเชิงของสัญลักษณ์มากกว่าจะทำได้จริง
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความหวังเสียทีเดียวที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปหรือลดลง สิ่งที่จะแก้ไขได้ก็คือ ต้องขจัดเรื่องสองมาตรฐานให้หมดไป ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันทั้งคนรวยและคนจน
ไม่ใช่คนรวยทำผิดแค่ลงอาญา แต่คนจนทำผิดถึงติดคุก เป็นต้น
นอกจากนั้น ก็จะต้องเสริมเรื่องจริยธรรมเข้าไปในสมองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้รังเกียจคนโกง คนโกหกหลอกลวง ไม่ให้คิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก
แม้การแก้คอร์รัปชันจะทำยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ และต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้
แต่ที่น่าหนักใจก็คือ ในที่สุดแล้วเอกชนจะเห็นแก่ความอยู่รอดของตัวฉีกสัตยาบัน เหมือนต่อหน้ามีหลักการ แต่ลับหลังก็ไปจับมือกันมาฮั้วประมูล หรือทำให้ได้งานมาทำ หรือให้งานของตัวเองทำได้เร็วกว่าคนอื่น
นี่เป็นเรื่องของจริยธรรมที่อยู่ในตัวบุคคล จับต้องเป็นรูปธรรมไม่ได้ การแก้ไขใดๆ จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากคนยังคงมีค่านิยมต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก


