
สูตรปราบยาเสพติด 2 พรรคตั้งทีมสกัด-ยึดทรัพย์-เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย
วงจรผู้ค้าผู้เสพหนักข้อขึ้นทุกวัน ผ่านมาหลายรัฐบาลการค้ายาไม่ได้ลดลง
วงจรผู้ค้าผู้เสพหนักข้อขึ้นทุกวัน ผ่านมาหลายรัฐบาลการค้ายาไม่ได้ลดลง
การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผุดนโยบายต่อยอด 5 รั้วป้องกัน และสูตร 315 คือ 3 หน่วย (ตำรวจ พลเรือน ทหาร) 1 พื้นที่หลัก (กทม.) 5 จังหวัดปริมณฑล
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้ง กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปชป.จะเน้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามโดยจะเพิ่มกำลังปราบปรามพิเศษ 2,500 นาย โดยนำคนจากสูตร 3-1-5 เฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมายตามตะเข็บชายแดนภาคเหนือ กทม.และปริมณฑล
ทั้งนี้ จะดึงเครือข่าย 5 รั้ว คือ 1.รั้วชายแดนในพื้นที่เป้าหมายผลิตและส่งต่อยาเสพติด โดยมีชุดลาดตระเวนและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ทำงานร่วมกัน 2.รั้วสังคม สร้างเกราะภูมิคุ้มกัน 3.รั้วชุมชน ให้อาสาสมัครชุมชนเข้าไปดูแลพื้นที่แออัด พื้นที่เสี่ยงที่มีปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ 4.รั้วโรงเรียน ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดจากเสพตามเพื่อนจนกลายเป็นผู้ค้ารายย่อย 5.รั้วครอบครัว ดึงเครือข่ายชุมชนให้มีบทบาทดูแล
นายอภิรักษ์ กล่าวอีกว่า จะผลักดันให้ใช้เครือข่ายเทคโนโลยีเชื่อมโยงกล้องวงจรปิดทั่ว กทม. 2 แสนจุด โดยร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกัน คอยเฝ้าระวังการค้าและแพร่ระบาด
สำหรับการตัดวงจรค้ายาในเรือนจำต้องตัดสัญญาณมือถือ ขณะที่ผู้เสพมีนโยบายให้เป็นผู้ป่วยไม่ใช่นักโทษจึงต้องบำบัดและฝึกอาชีพให้
นอกจากนี้ จะสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว โดยเพิ่มพื้นที่กิจกรรมทางเลือก
ขณะที่ตัวแทนพรรคเพื่อไทย (พท.) พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่า พท.มีนโยบายการปราบปรามยาเสพติดจะเป็นวาระแห่งชาติตั้งเป้าหมายทำให้หมดไปภายใน 1 ปี โดยจะยับยั้งยาเสพติดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
“พื้นที่ของตำรวจภาค 1 เป็นที่พักและกระจายยา โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ดังนั้นต้องตั้งด่านอีกชั้นสกัดไม่ให้ยาเข้า กทม. รวมทั้งจะฟื้นฟูโรงเรียนโรงสีขาว ชุมชนปลอดยาเสพติดขึ้นมาใหม่ การปราบปรามจะต้องขยายผลสืบสวน ยึดทรัพย์ เก็บข้อมูลผู้ค้าให้เป็นระบบชัดเจน จนสามารถสแกนนิ้วมือผู้ต้องหาได้ว่ามีหมายจับหรือไม่” พล.ต.ท.ฉลอง ระบุ
นอกจากนี้ จะจัดตั้งศูนย์หมายจับขยายข้อมูลให้ตำรวจในประเทศจับ 2 หมื่นคนที่หนีหมายจับ การสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานไม่ให้คดีหลุดในชั้นศาล ส่วนผู้ค้าในเรือนจำต้องดักฟังโทรศัพท์ อีกทั้งจะผลักดันการยึดทรัพย์ผู้ค้ายา ในขณะที่ผู้เสพคือผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา และดึงผู้ค้ารายย่อยออกจากชุมชนก่อนขึ้นบัญชีเพื่อตัดวงจรการระบาด
ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า มาตรการใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ โดยในต่างประเทศจะให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือให้ผู้เสพบำบัดและออกจากวงจร
นพ.นิรันดร์ แนะนำว่า ระบบการเรียนรู้ในโรงเรียนมีส่วนให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติด โดยให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม และอย่ามองผู้เสพเป็นอาชญากร แต่ควรมีแผนงานรองรับ ถ้าไม่ดูแลผู้เสพ ผู้เสพจะขยายวงการยาเสพติด โดยเริ่มขายในโรงเรียน ในหมู่บ้าน เพื่อหาเงินเสพ เงินเที่ยว นโยบายที่ก้าวหน้าในต่างประเทศจะเปิดคลินิกดูแลผู้เสพให้เป็นผู้ป่วย จริงใจในการช่วย อย่ามองเป็นอาชญากร







