
เวียดนามช่วงอับแสงจีนเล็งขนเงินลงทุนไทย
แม้จะเป็นเพียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ แต่จากการเปิดเผยของนักลงทุนจากจีน
แม้จะเป็นเพียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ แต่จากการเปิดเผยของนักลงทุนจากจีน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะเป็นเพียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ แต่จากการเปิดเผยของนักลงทุนจากจีน ทำให้ทราบว่าจีนกำลังหมายตาไทยให้เป็นฐานการลงทุนหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนที่เวียดนาม ซึ่งอาจมีค่าจ้างต่ำและมีโอกาสพัฒนาในระยะยาว แต่ด้อยกว่าไทยในด้านสาธารณูปโภคและภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักจากภาวะเงินเฟ้อระดับตรีทูตและวิกฤตฟองสบู่ในตลาดทุน
แต่ปัญหาใหญ่ที่ขัดขวางความก้าวหน้าในสัมพันธ์ทางการค้า ระหว่างจีนกับเวียดนาม คือความบาดหมางที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์ พร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อ หากอีกฝ่ายล่วงเกิน
การล่วงเกินระหว่างจีนกับเวียดนามมักเกิดขึ้นจากปัญหาพรมแดนที่ยังไม่มีการปักปันให้เสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีความไม่ลงรอยทั้งสองฝ่าย เหนือน่านน้ำบริเวณทะเลจีนใต้
ล่าสุด เรือลาดตระเวนของจีนกราดยิงเรือสำรวจทางธรณีวิทยาใต้น้ำของเวียดนาม ที่ทำการแล่นเรือในพื้นที่เขตเศรษฐกิจทับซ้อนในทะเลจีนใต้
ผลที่ตามมาคือ การลุกฮือประท้วงจีนไปทั่วเวียดนาม ซึ่งการประท้วงในที่สาธารณะถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยาก แต่การที่รัฐบาลเวียดนามปล่อยประชาชนและสื่อมวลชนแสดงความโกรธแค้นต่อจีนอย่างเปิดเผย เท่ากับว่ารัฐบาลเวียดนามเห็นไปทางมติมหาชนเช่นเดียวกัน
แม้ว่าความบาดหมางทำนองนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ยากที่จีนจะไว้วางใจเวียดนามในฐานะตลาดการลงทุนแห่งใหม่ได้อย่างเต็มอกเต็มใจ
สิ่งที่จีนปรารถนาที่สุดในขณะนี้ คือ แหล่งแรงงานราคาถูกเพื่อแทนที่แรงงานในประเทศที่เริ่มมีค่าจ้างแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันแหล่งแรงงานแห่งใหม่ก็ควรมีศักยภาพในการซื้อค่อนข้างสูง เพื่อเป็นแหล่งระบายสินค้าจากจีนไปพร้อมๆ กัน
เวียดนามมีศักยภาพในด้านนี้สูงมาก ไม่เฉพาะแค่ในสายตาของนักลงทุนจีนเท่านั้น
เมื่อเดือน เม.ย. เวียดนามเพิ่งขึ้นอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ คาดว่าเพื่อช่วยพยุงภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่เงินเฟ้อทะลุหลัก 13% และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นอีก
แม้จะเพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำแล้ว อัตราเงินเดือนของเวียดนามยังต่ำมากเพราะอยู่ที่เพียง 40 เหรียญสหรัฐ จาก 35 เหรียญสหรัฐต่อเดือน เทียบกับจีนที่ 1,280 หยวนในเขตเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเขตที่มีค่าจ้างแพงที่สุด และเขตเสิ่นเจิ้นที่ 930 หยวน ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุด ในบรรดากลุ่มมณฑลและเมืองอุตสาหกรรมด้วยกัน
ไม่เฉพาะแค่ค่าจ้างจะสูงกว่าเวียดนามเท่านั้น แต่จีนยังต้องเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยประชาชนแบกรับปัญหาเงินเฟ้อ ที่ยังผลให้ศักยภาพของจีนในด้านค่าจ้างเริ่มถดถอยลง และทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศอุตสาหกรรมการผลิตที่มีอนาคตไกลมักประสบกัน
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า ถึงค่าจ้างของเวียดนามต่ำจริง แต่เงินเฟ้อของเวียดนามสูงมาก ถึงจะมีการขึ้นค่าจ้างเพื่อรองรับปัญหาทางอ้อม แต่แรงงานยังไม่พอใจ จนนำไปสู่การนัดหยุดงานประท้วงแล้วหลายครั้ง
การนัดหยุดงานประท้วงเป็นปรากฏการณ์ที่นักลงทุนจีนกังวลที่สุด เพราะด้วยปัญหาเดียวกันนี้ ทำให้สายการผลิตในจีนเกือบเป็นอัมพาตมาแล้วหลายมณฑลเมื่อช่วงปลายปี 2553 ซึ่งเป็นมูลเหตุให้รัฐบาลจีนต้องขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำถึง 21% ไปเมื่อเดือน มี.ค.
ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนจีนพยายามแยกประเด็นชาตินิยมออกจากความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศพยายามลืมความขัดแย้งในอดีต เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการลงทุน ฝ่ายจีนพยายามยาหอมฝ่ายเวียดนามมาตลอด ว่าเป็นประเทศที่มีอนาคตไกล เป็นพันธมิตรการค้าที่สนิทชิดเชื้อ และเป็นตลาดหลักของทางฝ่ายจีน
แต่จนแล้วจนรอดเวียดนามยังไม่อาจก้าวพ้นประเด็นชาตินิยมไปได้ ซ้ำยังเดินเกมรุกในที่ประชุมเสวนาประจำปี ShangriLa Dialogue ที่สิงคโปร์ในสัปดาห์นี้ รัฐมนตรีกลาโหมของเวียดนาม ประสานเสียงรัฐมนตรีจากมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ประกาศร่วมกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้ ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศตนเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนโดยตรง
จีนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมองหาทางเลือกที่คบหาได้สนิทใจกว่าเวียดนาม
ประเทศทางเลือกสำหรับจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคแผ่นดินใหญ่มีอยู่ 4 ประเทศ คือ พม่า กัมพูชา ลาว และไทย
กัมพูชาเป็นแหล่งลงทุนจากจีนที่มาแรงในช่วงหลัง แต่ความที่กัมพูชาถูกโอบล้อมโดยเวียดนามถึง 3 ทิศทาง ทำให้กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับจีนในการขยายการลงทุนให้ครอบคลุม
ในส่วนของพม่ายังขาดแคลนในทุกด้านแรงงานค่าจ้างต่ำแต่ขาดทักษะอย่างหนัก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานพัฒนาอย่างเชื่องช้า และเป็นประเทศปิดจนเกินไป ข้อดีของพม่าเพียงไม่กี่ประการ คือร่ำรวยไปด้วยแหล่งพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติมากมาย
ลาวกลายเป็นฐานที่มั่นหลักของจีนในการรุกคืบสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะขาดแคลนทรัพยากร แต่ลาวมีศักยภาพในฐานะเป็นจุดพักเชื่อมต่อกับไทย ซึ่งเป็นประตูสู่โลกภายนอกด้านทิศใต้ โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับจีนจึงควรเป็นประเทศไทย
ประการแรก ค่าจ้างของไทยยังไม่สูงนัก แรงงานมีทักษะสูง อย่างไรก็ตามจุดนี้ไม่นับเป็นจุดแข็งของไทย เนื่องจากแนวโน้มค่าจ้างของไทยอยู่ในทิศทางขาขึ้น อีกทั้งไทยยังจำเป็นต้องเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นอีกหลายเท่า เพื่อประโยชน์ระยะยาวในทางเศรษฐกิจและช่วยยกระดับศักยภาพของแรงงาน
จุดแข็งของไทยสำหรับจีนอยู่ที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พร้อมสรรพ เป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจีนภาคใต้ ไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนภาคพื้นทะเล
กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดศูนย์กลางของการเชื่อมโยงระหว่างภาคใต้ของจีน ตอนเหนือของลาว ผ่านไปทางตะวันตกเข้าสู่พม่า และลงทะเลที่อ่าวเมาะตะมะ ซึ่งจีนหมายตาให้เป็นจุดขนถ่ายสินค้าไปยังตะวันตก ซึ่งจะลดต้นทุนและลดความเสี่ยงของการขนส่งทางทะเลอ้อมช่องแคบมะละกา
จีนถึงขั้นประกาศโครงการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงมณฑลทางภาคใต้ผ่านลาวมาถึงไทย ซึ่งโอกาสสำเร็จของโครงการอันทะเยอทะยานนี้มีสูงมาก ซึ่งผิดกับโครงการรถไฟความเร็วสูงของเวียดนามที่พับไปแล้วอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้นทุนที่สูงเกินไป
โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย ที่ยังจะเป็นฝันค้างอีกหลายชั่วคน คงสำเร็จลงได้เพราะการแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของพญามังกร
ในส่วนของการขนส่งทางเรือ จีนหวังที่จะใช้ท่าเรือในภาคใต้ของพม่าเป็นจุดขนส่งไปทางตะวันตก โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
ขณะที่เวียดนามพยายามเสริมศักยภาพด้านการขนส่งทางเรืออย่างหนักในช่วงต้นปี ประกาศทุ่มเงิน 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สร้างท่าเรือไกเมปใกล้กับนครโฮจิมินห์ เพื่อหวังดึงดูดภาคส่งออกจากจีน
อย่างไรก็ตาม เวียดนามอาจชั่งน้ำหนักโครงการนี้ เพราะสัมพันธ์ที่เปราะบางกับจีน และดุลงบประมาณที่คาดว่าขาดดุลอย่างรุนแรงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัท Vinashin รัฐวิสาหกิจการเดินเรือและต่อเรือ ที่เวียดนามได้ปลุกปั้นให้เป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนเวียดนามให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมหนัก ยังไปไม่รอด ต้องวอนขอให้เจ้าหนี้ช่วยผ่อนผันหนี้ในอัตราส่วนถึง 90% เพราะหาไม่แล้วคงต้องล้มละลาย หนี้ที่ค้างชำระไว้จะกลายเป็นศูนย์
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2550 จีนเริ่มหมายตาเวียดนามเป็นแหล่งลงทุนแห่งใหม่ ที่จะสามารถทดแทนศักยภาพด้านแรงงานค่าจ้างต่ำ ในเวลานั้นอัตราค่าจ้างในเวียดนามต่ำกว่าของจีนถึง 30 เท่า แต่ในชั่วเวลาเพียง 4 ปี จีนเริ่มหวั่นไหวกับอนาคตของเวียดนาม แม้ว่าอัตราการปรับเพิ่มของค่าจ้างในเวียดนามยังไม่สูงนัก แต่ความเสี่ยงด้านอื่นๆ กลับสูงยิ่งกว่า
เวียดนามกำลังประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ อาจเป็นการกระทำที่ดูใจจืดใจดำ หากจีนจะสลัดเวียดนามแล้วโผมายังไทย
จีนอาจยังชูเวียดนามเป็นตลาดหลักในภูมิภาคนี้ หากไม่เกิดกรณีพิพาทซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียก่อน และถึงแม้ว่าเวียดนามจะยังเป็นจุดหมายการลงทุนจากจีนต่อไป แต่ด้วยความล้มเหลวด้านการลงทุนของภาครัฐ คงไม่มีนักลงทุนเอกชนรายใดยอมเอาตัวเข้าเสียสละช่วยแบกรับอย่างแน่นอน
จนกว่าเวียดนามจะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง จีนคงจะต้องพึ่งพาความมั่นคงของไทยไปอีกระยะหนึ่ง







