
'พท.-ปชป.'หั่นราคาไข่ เอาใจฐานเสียง
นโยบายปากท้องเพื่อพี่น้องประชาชนรากหญ้าที่พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ทั้งประชาธิปัตย์ (ปชป.) และเพื่อไทย (พท.)
นโยบายปากท้องเพื่อพี่น้องประชาชนรากหญ้าที่พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ทั้งประชาธิปัตย์ (ปชป.) และเพื่อไทย (พท.)
ต่างแข่งขันประชันห้ำหั่นกันดุเดือดที่สุดเห็นจะเป็นนโยบาย “ไข่ไก่” เพราะไข่ไก่นับเป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อ หรือค่าครองชีพของประชาชนสูงหรือต่ำได้ดีที่สุด
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรีทุกยุคทุกสมัยจะกระโดดลงมาเล่นคุมราคาไข่ด้วยตัวเอง เพราะกระทบต่อคะแนนนิยมรัฐบาลโดยตรง หากไข่แพงก็จะมีเสียงโวยวายจากพี่น้องประชาชน ทำให้ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายสกัดราคาไข่ไม่ให้แพง หวังเอาใจพี่น้องรากหญ้า
อาทร ช่วยณรงค์ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับนโยบายการลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และพันธุ์ลูกไข่ไก่ คือ 1.อยากให้ทางรัฐบาลเข้ามาดูแลราคาขายลูกไก่ไข่ที่ขณะนี้ราคาสูงมาก เนื่องจากบริษัทผลิตลูกไก่ไข่ขนาดใหญ่นำเข้าพ่อพันธุ์ที่มีอยู่เพียงไม่กี่รายในประเทศ ได้ร่วมกันฮั้วราคาขายลูกไก่แก่เกษตรกรรายย่อยตัวละ 30 บาท แต่แท้จริงราคาควรอยู่ที่ 25 บาทต่อตัว
อาทร กล่าวว่า ข้อเรียกร้องประการที่ 2 คือ ต้องมีการดูแลควบคุมราคาอาหารสัตว์ โดยเฉพาะต้นทุนของผู้ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง รำ ปลายข้าว หรือปลาป่น ล้วนเป็นต้นทุนที่สามารถปรับลดลงได้อย่างน้อย 1 บาท แต่ทางผู้ผลิตรายใหญ่กลับไม่ลดราคา โดยใช้เทคนิคไปกว้านซื้อผลผลิตมากักตุนไว้เก็งกำไร ดังนั้นนโยบายสำคัญที่พรรคการเมืองต้องเข้ามาจัดการคือ ควบคุมดูแลไม่ให้ราคาอาหารสัตว์สูงเกินจริง
นอกจากนี้ อาทร กล่าวว่า อยากให้พรรคการเมืองและประชาชนเข้าใจถึงโครงสร้างราคาไข่ที่แท้จริง กล่าวคือ ต้นทุนที่แท้จริงของไข่คละหน้าฟาร์มตกฟองละ 2.60 บาท โดยไข่ไก่เบอร์ 0-2 ราคาเฉลี่ย 2.80 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นไข่ที่ได้จากแม่ไก่แก่อายุมาก ย่อมออกไข่น้อย ทำให้ราคาขายปลีกแพงเพราะมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย
ส่วนราคาไข่ไก่เบอร์ 3-5 ราคาเฉลี่ย 2.60 บาท 2.30 บาท และไม่เกิน 2 บาทลดหลั่นกันไป เป็นไข่ที่แม่ไก่ไข่รุ่นผลิตไข่ได้มาก ซึ่งในตลาดราคาไม่สูงนัก
เขาบอกอีกว่า ทั้งหมดนี้มาจากผลการศึกษาต้นทุนการผลิตที่แท้จริงร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลการจำหน่ายของพ่อค้าคนกลางที่ไปกำหนดราคาขายปลีกสูงเกินจริง
“ไข่ไก่ที่แพงต้องไปดูราคาขายปลีกที่พ่อค้าคนกลางซื้อแล้วนำไปขายเป็นทอดๆ จึงทำให้ราคาไข่ไก่แพง และทางรัฐบาลต้องไม่สับสนให้อิงราคาไข่ไก่เบอร์ 0 เป็นหลักว่าแพง เพราะจริงๆ แล้วราคาไข่เบอร์ 3-5 ในตลาดราคาไม่แพง เพราะมีผลผลิตออกมามาก ตรงนี้ต้องช่วยกันทำความเข้าใจด้วย” อาทร กล่าว
ด้าน มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวถึงนโยบายการนำเข้าแม่ไก่เสรีว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการทำกันมาแล้ว สุดท้ายปริมาณไข่ไก่ล้นตลาด มีการนำลูกไก่ไปทิ้งทะเล เกษตรกรรายย่อยขาดทุนจนเลิกกันไปจำนวนมาก สุดท้ายจึงนำมาสู่การกำหนดโควตา แต่มีคนบอกไข่ไก่แพง เพราะไปจำกัดนำเข้าแม่ไก่ และขัดรัฐธรรมนูญ จึงให้นำเข้าเสรีอีกครั้งเมื่อเดือน ก.ค. 2553
“คำว่าเสรี ฟังแล้วดูดี แต่อยากถามต่อว่า เมื่อนำเข้าเสรีแล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป จะมีมาตรการอะไรออกมารองรับและดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เมื่อราคาไข่ถูกลง จนคนเลี้ยงไก่อยู่ไม่ได้” มาโนช กล่าว
มาโนช กล่าวอีกว่า เมื่อพรรคการเมืองตั้งโจทย์ว่าจะให้คนกินไข่ราคาถูกแล้ว จะมีมาตรการดูแลเกษตรกรอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นนักการเมืองคนใดออกมาพูด โดยที่ผ่านมารัฐบาลคุมพ่อค้าคนกลางให้ขายไข่ราคาถูกไม่ได้ จึงต้องกลับมาควบคุมผู้เลี้ยงไก่
“พรรคการเมืองหาเสียงว่า นำเข้าแม่ไก่เสรี ฟังดูดี แล้วคนเลี้ยงขาดทุนจะอยู่อย่างไร นักการเมืองไม่ควรดูแต่ปัญหาเฉพาะช่วงหาเสียงเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ควรจะทำก็คือไปหามาตรการรองรับปัญหาไข่ล้นตลาดไว้ด้วย เพราะขณะนี้ผลผลิตของไข่ที่มาจากนำเข้าแม่ไก่เสรีออกมาแล้ว เป็นไข่สาว ลูกเล็ก หน้าฟาร์มขาย 2.20 บาท แต่ต้นทุน 2.50-2.60 บาท มีใครสนใจบ้าง คนกินไม่รู้ แต่เกษตรกรกำลังจะเจ๊ง” มาโนช กล่าว
มาโนช บอกอีกว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปหากไม่มีอะไรผิดพลาด จะมีผลผลิตไข่ไก่ประมาณวันละ 40 ล้านฟอง จากที่ปัจจุบันบริโภคกันที่ 27-28 ล้านฟอง ฉะนั้นคนไทยต้องช่วยกันกินไข่เพิ่มอีกประมาณ 70% ต่อคนต่อปี หรืออาจต้องช่วยกันกินไข่ให้ได้มากกว่า 250 ฟองต่อคนต่อปี จากปัจจุบันบริโภคประมาณ 160 ฟองเท่านั้น







