
คปภ.ทลายขุมทรัพย์ ขายประกันผ่านแบงก์
การขายประกันชีวิตและประกันภัย หนึ่งในขุมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
การขายประกันชีวิตและประกันภัย หนึ่งในขุมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การขายประกันชีวิตและประกันภัย หนึ่งในขุมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังจะถูกสกัด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งร่างกฎเกณฑ์คุมการทำธุรกิจของบริษัทนายหน้าประกันภัย ที่ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน
ขณะนี้ร่างกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ และตามแผนจะต้องให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้ จากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ก่อนหน้าเอื้อมไม่ถึง
ปัจจุบันการกำกับดูแลนายหน้ามีลักษณะลักลั่นสองมาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนึ่ง นายหน้าทั่วไปจะต้องแยกบริษัทที่เป็นนายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัยออกจากกันเด็ดขาด และต้องสอบใบอนุญาต 2 ใบ แต่ธนาคารพาณิชย์มีใบอนุญาตอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถขายประกันชีวิตและประกันภัยได้ ไม่ต้องแยกเป็น 2 นิติบุคคล
สอง บริษัทนายหน้าทั่วไปและตัวแทนทั่วไป หากไม่มีใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตหรือประกันภัย ไม่สามารถเสนอขายประกันให้ประชาชนได้ หากฝ่าฝืนมีความผิดจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ธนาคารพาณิชย์เมื่อได้ใบอนุญาตมาแล้ว ให้พนักงานทุกคนเสนอขายประกันชีวิตและเสนอขายประกันภัยได้ โดยที่ คปภ.ไม่มีอำนาจลงโทษ
สาม บริษัทนายหน้าทั่วไปและตัวแทนทั่วไป ไม่สามารถ ลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาซื้อประกันภัยได้ มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต แต่ธนาคารพาณิชย์ทำได้อย่างเปิดเผย มีการประกาศลงโฆษณาอย่างครึกโครม คปภ.ทำได้เพียงเรียกตักเตือน
าคารพาณิชย์ในฐานะนายหน้าประกันภัย จึงมีข้อได้เปรียบบริษัทนายหน้าและตัวแทนทั่วไป จากกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เอื้อมไม่ถึง และมีอำนาจในการให้คุณให้โทษจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า ซึ่งจะพ่วงเสนอขายประกันสินเชื่อ ประกันอื่นๆ หากลูกค้าซื้อประกันตามที่เสนอ จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อง่ายและได้เร็วขึ้น ทำให้การขายประกันผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ล่าสุดปี 2553 จาก 4 ช่องทางการจำหน่าย ประกอบด้วย ผ่านตัวแทน ผ่านธนาคาร ผ่านการขายตรง และช่องทางอื่นๆ ยอดขายประกันผ่านธนาคารสำหรับเบี้ยปีแรกมีถึง 2.48 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 38.92% ของเบี้ยใหม่จากทุกช่องทางขาย 6.39 หมื่นล้านบาท
ขณะที่เบี้ยชำระครั้งเดียวที่ขายผ่านธนาคารมีถึง 2.49 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 83.31% ของเบี้ยครั้งเดียวที่ขายทั้งระบบ 3.53 หมื่นล้านบาท ด้านเบี้ยต่ออายุมีจำนวน 4.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20.25% ของเบี้ยต่ออายุจากทุกช่องทางขาย
รวมแล้วมีเบี้ยประกันชีวิตที่ขายผ่านธนาคารในปี 2553 ถึง 9.08 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 30.64% จากเบี้ยรับรวมทั้งระบบ 2.02 แสนล้านบาท โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี
การขายประกันผ่านธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีให้หลัง ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งโดดลงมาทำธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ หรือขายประกันผ่านธนาคารอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะนอกจากจะได้เปรียบในเรื่องกฎระเบียบที่เอื้อมไม่ถึง ยังเป็นผลจาก
หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การปล่อยกู้ลดลง รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยหายไป จึงหันมาโหมโรงขายประกันอย่างคึกคัก เพื่อหารายได้จากค่านายหน้าที่เปิดเผยอย่างต่ำรับ 26-30% ของยอดขายในแต่ละปี และค่าธรรมเนียมแรกเข้าซึ่งไม่ถูกเปิดเผย หรืออาจเรียกว่าเป็นค่าส่งเสริมการตลาดอีก 300-500 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสัญญาและฐานลูกค้าของธนาคาร
สอง การเป็นนายหน้าขายประกัน ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีต้นทุนในการให้บริการหลังการขาย ลูกค้าเดินเข้ามาหาถึงที่ ผลงานการขายประกันจึงถูกบรรจุไว้ในการวัดผลงานประจำปี (เคพีไอ) กดดันให้พนักงานออกไปเสนอขายนอกสถานที่ให้กับคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนรู้จักถึงบ้าน เพื่อเร่งทำผลงาน
สาม สร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานลูกค้าของธนาคารที่มีอยู่ โดยสามารถทำรายได้จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ให้กับบริษัทนายหน้า และบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย อีกรายชื่อละ 0.25-1 บาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อมูลลูกค้า ซึ่งจะถูกนำไปใช้ขายประกันผ่านโทรศัพท์
ผลจากเกณฑ์การกำกับที่แตกต่างกัน และความได้เปรียบของธนาคาร ทำให้นายหน้าทั่วไปและตัวแทนเสียเปรียบอย่างมาก และถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เนื่องจากขายสินค้าแบบเดียวกัน แต่กลับไม่สามารถทำการตลาดได้เหมือนกับธนาคาร และมีเกณฑ์การกำกับสองมาตรฐาน แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่ว่านายหน้าประเภทไหน มาขายประกันภัยประกันชีวิตจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์การกำกับเดียวกัน นายหน้าและตัวแทนทั่วไปจึงเกิดการร้องเรียนไปที่ คปภ.มาตลอด
ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรม คปภ.จึงลุกขึ้นมาร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้าประกันชีวิต พ.ศ. 2554 ใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสมาคมนายหน้า สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัย ธนาคารพาณิชย์ และครั้งนี้มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามารับรู้ด้วยในฐานะกำกับธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน
สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้ ทาง คปภ.ได้เพิ่มกฎเกณฑ์ที่ใช้สำหรับควบคุมการขายประกันของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ประกอบด้วย
หนึ่ง จัดการให้พนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้านิติบุคคลเท่านั้นเป็นผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัย
สอง ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทเฉพาะลูกค้าสถาบันการเงินของตน ณ ที่ทำการเท่านั้น
สาม ไม่ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เช่น ผ่านบริษัทลูก มอบหมายหรือว่าจ้างนายหน้าประกันชีวิตหรือตัวแทนประกันชีวิตอื่นให้ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันผ่านทางโทรศัพท์แทน
สี่ ไม่ให้ข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินแก่บุคคลอื่นเพื่อใช้ในการชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัย
หากผลประชาพิจารณ์เป็นไปตามร่างที่ คปภ.เขียนขึ้นมา จะส่งผลให้ยอดขายประกันผ่านธนาคารลดลงอย่างแน่นอน เพราะพนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและประกันชีวิต ไม่สามารถแนะนำสินค้าประกันให้ลูกค้าได้ จากปัจจุบันที่พนักงานธนาคารเกือบทุกคนมีการแนะนำประกันภัยให้ลูกค้า
หากยึดตามเกณฑ์นี้ จะมีพนักงานธนาคารเพียงสาขาละ 3 คนเท่านั้นที่สามารถเสนอขายประกันให้ลูกค้าได้ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ปัจจุบันของ คปภ.
นอกจากนี้ ห้ามโทร.เสนอขายประกันลูกค้าถึงบ้าน ซึ่งในปัจจุบันมีพนักงานธนาคารปฏิบัติอยู่ และบางรายมีการออกไปถึงบ้านลูกค้า โดยอ้างว่ามาเยี่ยมเยียนแต่ก็เสนอขายประกันไปด้วย
น่าเสียดายที่ทาง คปภ.ยังไม่แตะถึงเรื่องการโฆษณา ลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อประกัน ซึ่งดูเผินๆ จะมองว่าเป็นผลดีต่อลูกค้า แต่ในระยะยาวจะสร้างความเสียหายให้ลูกค้า
การซื้อประกันเพราะเห็นแก่ของแถม หรือการซื้อประกันเพราะเกรงใจ หรือถูกบังคับ จะทำให้ลูกค้าทิ้งประกันในปีต่อไป ทำให้ลูกค้าจะเสียเงินต้น 60% จะได้เงินคืนเพียง 40% เท่านั้น
แต่คาดว่าอีกไม่นานก็จะมีการคุมรวมไปถึงการโฆษณาด้วย เพราะนั่นคือหัวใจของการขายประกันผ่านธนาคาร
กฎเกณฑ์ที่จะออกมา นอกจากจะสร้างความเป็นธรรมให้กับตัวแทน นายหน้าแล้ว ยังจะทำให้ลูกค้าเกิดความสบายใจเมื่อไปใช้บริการของธนาคาร และซื้อประกันจากความต้องการจริงๆ ไม่ได้ถูกบีบให้ซื้อประกันเช่นปัจจุบัน







