เรือน้ำตาลล่มเจ้าพระยาวิกฤตกรุงเก่าประกาศภัยพิบัติ 3 อำเภอ
แม่น้ำเจ้าพระยาเผชิญกับวิกฤตน้ำเน่าเสีย ทำให้ปลาธรรมชาติและปลาเลี้ยงลอยตายอืดขยายเป็นวงกว้าง
แม่น้ำเจ้าพระยาเผชิญกับวิกฤตน้ำเน่าเสีย ทำให้ปลาธรรมชาติและปลาเลี้ยงลอยตายอืดขยายเป็นวงกว้าง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
แม่น้ำเจ้าพระยาเผชิญกับวิกฤตน้ำเน่าเสีย ทำให้ปลาธรรมชาติและปลาเลี้ยงลอยตายอืดขยายเป็นวงกว้าง หลังจากเรือบรรทุกน้ำตาลทรายแดง 2,400 ตัน ของบริษัท เจเอ็นพี ประสบอุบัติเหตุถูกกระแสน้ำพัดชนเสาตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหมู่ 2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเหตุให้เรือจมลงไปในแม่น้ำครึ่งลำ และน้ำตาลจำนวน 2,400 ตัน ที่อยู่ในเรือจมน้ำได้รับความเสียหายไปด้วย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ต้องสั่งการให้เร่งกู้เรือให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อการจราจรทางน้ำและสัตว์น้ำ ซึ่งพบว่าขณะนี้มีปลาลอยน้ำและตายจำนวนมาก ผวจ.พระนครศรีอยุธยา จึงประกาศให้ อ.บางไทร อ.บางปะอิน และ อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเขตภัยพิบัติทางน้ำแล้ว เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการประสานขอเงินชดเชย ช่วยเหลือผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งคาดว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 100 กระชัง
นายวิทยา บอกว่า กระแสน้ำไหลปะทะกับเรือที่เกยตื้นและพุ่งเข้าชนตลิ่ง ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวน 1 หลัง ส่วนอีก 1 หลัง เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้ได้ทำเขื่อนกั้นน้ำเพื่อชะลอน้ำ แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากกระแสน้ำแรงมาก รวมถึงกรมชลประทานปล่อยน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ทำให้เป็นอุปสรรคในการกู้เรือ และเป็นปัญหาทำให้ตลิ่งพังเร็วขึ้น
“การให้ความช่วยเหลือบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ ได้มอบให้ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำบ้านชั่วคราว ห้องน้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ อาหาร และเครื่องยังชีพ เรียบร้อยแล้ว” ผวจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าว
ขณะที่ น.ท.รชต ผกาฟุ้ง หัวหน้าสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บอกว่า ได้สั่งห้ามเรือบรรทุกสินค้าทุกชนิดบรรทุกสินค้าผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็ว คือ 1.ต้องกู้เรือให้เร็วที่สุดเพื่อนำน้ำตาลขึ้นมา 2.แก้ไขป้องกันตลิ่งพัง และ 3.แก้ไขเรื่องน้ำมวลของน้ำมีค่าออกซิเจนต่ำและทุกหน่วยงานให้สำรวจว่าได้รับความเสียหายอย่างไรรีบรายงาน
นางมานิตย์ แสนฤทธิ์ เจ้าของเรือบรรทุกทราย บอกว่า มีเรืออยู่ 4 ลำ จอดอยู่ที่ปากคลองโผงเผง อ.ปาโมก จ.อ่างทอง วิ่งผ่านไม่ได้ โดยที่ผ่านมารับจ้างวิ่งเที่ยวละ 1 หมื่นกว่าบาท ทำให้ขาดรายได้ และล่าช้าอาจถูกปรับ นอกจากนี้ยังมีเรือที่จอดรออยู่อีกกว่า 100 ลำที่ไปไม่ได้
นายวิสิทธิ์ วงศ์วิวัฒน์ รองผู้ว่าการ (ผลิตและส่งน้ำ) การประปานครหลวง (กปน.) บอกว่า ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่ามวลน้ำดังกล่าวได้เคลื่อนตัวมาถึงบริเวณวัดเชิงเลน ใกล้กับจุดที่เคยประสบเหตุเรือบรรทุกข้าวสารล่มเมื่อปลายปีก่อน ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ลดต่ำลงอยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร จากปกติที่ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร และพบปลาลอยขึ้นเหนือน้ำ เนื่องจากปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ มวลน้ำที่มีน้ำตาลจากจุดเกิดเหตุดังกล่าวจะมาถึงจุดรับน้ำดิบของ กปน. บริเวณสถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี ในเช้าวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่ง กปน.ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ออกติดตามคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว และจะทำการยกระดับน้ำในคลองประปาให้สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อมิให้น้ำจากแม่น้ำไหลเข้าคลองประปาตั้งแต่คืนวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเครื่องเติมอากาศไว้ และจะเดินเครื่องทันทีหากวัดค่า DO ได้ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งนี้ กปน.จะเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำประปาอย่างแน่นอน
ด้านนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.ปทุมธานี บอกว่า ได้สั่งการให้นายทะนง ทแกล้วทศพล ประมงจังหวัดปทุมธานี นายสมจิตต์ ดีวงศ์ษา ประมงอำเภอสามโคก และนายสมเกตุ แก้วเก่ง นายก อบต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เตรียมความพร้อมรับน้ำเสียจากเรือบรรทุกน้ำตาลทรายล่มที่วัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยให้นำรถน้ำและเครื่องสูบน้ำมาไว้หน้าวัดโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่เลี้ยงปลาหน้าวัดจำนวนมาก เนื่องจากขณะนี้น้ำเสียจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ไหลผ่านวัดเชิงเลนมาถึงวัดท่าซุง อ.บางไทร เหลือเพียง 4 กิโลเมตรก็จะเข้าพื้นที่ อ.สามโคก โดยขณะนี้ปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ลอยตายจำนวนมากที่วัดท่าซุง จึงได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน
ด้านกรมประมงได้ออกประกาศเตือนผู้เพาะเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้นมาจนถึงปากแม่น้ำ ให้ระวังมวลน้ำเสียจากเหตุเรือบรรทุกน้ำตาลทรายกว่า 2,000 ตันล่มในแม่น้ำ ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงมาด้วยความเร็ว 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยขอให้ย้ายปลาที่เลี้ยงออกจากบริเวณที่มวลน้ำเสียไหลผ่าน หรือจับปลาที่พร้อมจำหน่ายออกโดยเร็วที่สุด


