posttoday
เบื่อการเมือง: ฟาง (พรรคการเมือง) เส้นสุดท้าย ?

เบื่อการเมือง: ฟาง (พรรคการเมือง) เส้นสุดท้าย ?

03 มิถุนายน 2554

“นักการเมืองในหลายๆประเทศต่างพากันวิตกกังวลต่อจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยของคนที่เบื่อการเมือง

“นักการเมืองในหลายๆประเทศต่างพากันวิตกกังวลต่อจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยของคนที่เบื่อการเมือง

โดย.. ไชยันต์ ไชยพร

“นักการเมืองในหลายๆประเทศต่างพากันวิตกกังวลต่อจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยของคนที่เบื่อการเมือง (จริงๆก็คือ เบื่อตัวนักการเมือง) อีกทั้งจำนวนสมาชิกพรรคก็ถดถอยลงไปเรื่อยๆด้วย ขณะเดียวกัน บรรดานักการเมืองเหล่านี้ก็ขัดแย้งในตัวเอง นั่นคือ ในทางหนึ่ง ไม่อยากให้ประชาชนเบื่อการเมือง อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากๆ โดยเฉพาะการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและสมัครเป็นสมาชิกพรรค แต่อีกทางหนึ่ง นักการเมืองก็ไม่อยากให้มวลชนเข้มแข็งมีส่วนร่วมทางการเมืองในแบบที่จะคอยตั้งคำถามหรือซักฟอกสอบสวนการทำงานของพวกเขา อีกทั้งไม่ชอบให้ประชาชนจัดตั้งกิจกรรมใดๆที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเขา หรือไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา

พูดง่ายๆก็คือ นักการเมืองอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากๆ แต่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเท่านั้น เช่น ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง บริจาคเงินสนับสนุนพรรค (ค่าสมาชิกพรรคก็เป็นส่วนหนึ่งของรายได้) นักการเมืองรณรงค์กระตุ้นให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองก็เฉพาะการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะการที่ประชาชนไม่สนใจไปลงคะแนนเสียงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักการเมือง นักการเมืองหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวนี้โดยการขยายเวลาการลงคะแนนเสียงให้มากขึ้น หรือพยายามกระตุ้นด้วยการไล่โทรศัพท์ตามบ้านหรือทางอินเตอร์เนทให้คนออกมาลงคะแนน”

ข้อความข้างต้นนี้ ผู้เขียนเคยเขียนลงหนังสือพิมพ์ไปครั้งหนึ่งนานมาแล้ว และเมื่อหยิบยกมาอีกครั้งหนึ่ง ก็พบว่า ไม่มีความล้าสมัยแต่อย่างใด โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเรากำลังจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคมนี้ ข้อความดังกล่าวนี้เรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อ PostDemocracy (หลังประชาธิปไตย, ๒๕๔๗) ของ Colin Crouch แห่งสถาบันธรรมาภิบาลและการจัดการสาธารณะมหาวิทยาลัยวอร์ริก สหราชอาณาจักร

แม้ว่าขณะที่ Colin Crouch เขียนข้อความข้างต้น เขาอาจจะไม่ได้นึกถึงเมืองไทย แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยขณะนี้ ดูจะ “เบื่อ (นัก) การเมือง” อย่างแรง อีกทั้งสิ่งที่ Colin Crouch พูดถึงนักการเมืองก็ดูจะปรับใช้อธิบายนักการเมืองบ้านเราได้อย่างไม่ขัดเขิน นักการเมืองบ้านเราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ต้องเป็นไปในลักษณะที่เป็นคุณต่อพวกเขาเท่านั้นไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง บริจาคเงินสนับสนุนพรรค สมัครเป็นสมาชิกพรรคแต่ถ้าจะออกมาประท้วงวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้าน นักการเมืองไทยก็มักจะพูดอย่างมีมารยาทว่า “ย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น” แต่จริงๆแล้ว พวกเขาก็ไม่ค่อยจะรู้สึกดีเท่าไรนักกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันในลักษณะนั้น

แต่ในการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคมนี้ น่าสงสัยว่า นักการเมืองไทยยังอยากจะให้พี่น้องประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกันอย่างแข็งขันเหมือนที่ Crouch กล่าวไว้หรือไม่ ? เพราะการเลือกตั้งในบ้านเรานั้น มีช่อง “Vote No” หรือช่องสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกพรรคหรือผู้สมัครคนใด เชื่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองจะต้องเสียคะแนนไปไม่มากก็น้อย จากการที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเหม็นเบื่อนักการเมืองอย่างหนัก และพากันมากาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกใคร ไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม ! แต่ก็เชื่ออีกเช่นกันว่า จะมีพรรคบางพรรคเสียคะแนนเสียงไปกับ “Vote No” นี้มากกว่าพรรคอื่นๆ ดังนั้น น่าคิดว่า พรรคที่ว่านี้ยังอยากให้ประชาชนที่เคยสนับสนุนเขา แต่จะกาช่อง “Vote No” คราวนี้ ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันมากๆ หรือเปล่า ?

ประเด็นก็คือ พรรคการเมืองดังกล่าวเสียคะแนนไปแน่นอน เพราะถูกประชาชนกลุ่มหนึ่งเบื่อ หลังจากที่ประชาชนกลุ่มนี้เบื่อพรรคอื่นๆมาก่อนหน้า (แต่พรรคนี้ถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย—หรือความหวังสุดท้ายก็ว่าได้ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจ Vote No) ดังนั้น การที่คนที่เคยสนับสนุนพรรคนี้ จะออกมาลงคะแนนกาช่อง Vote No หรือตัดสินใจอยู่บ้าน ค่ามันก็ไม่ต่างกันสำหรับพรรคการเมืองเจ้ากรรมนี้ ดังนั้น คำถามก็คือ มีความแตกต่างกันหรือไม่ จากการที่ออกไป Vote No เพื่อแสดงความไม่พอใจกับพรรคบางพรรค (เพราะไม่เอาพรรคอื่นๆมาก่อนหน้านี้แล้ว) กับการนอนอยู่บ้านไม่ไปลงคะแนน ? คำตอบก็คือ ถ้ามองจากมุมมองของพรรคที่จะเสียคะแนน มันไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เสียคะแนนจากคนกลุ่มนี้ไปแน่นอน ไม่ว่าจะออกมากาช่อง Vote No หรือนอนอยู่บ้าน แต่ถ้าถามว่า อะไรเป็นผลดีต่อประชาธิปไตย คำตอบก็คือ การออกมาลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะกาช่องอะไร ย่อมดีกว่านอนอยู่บ้าน เพราะสังคมจะได้รู้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ความต้องการของประชาชนคืออะไร และแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง อีกทั้ง การออกมาลงคะแนนย่อมจะทำให้ไม่เสียสิทธิ์การเมืองตามที่กฎหมายกำหนดไว้

แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าคะแนน Vote No จะมากเพียงไร ก็ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเดินเข้าสภา และทำหน้าที่ตามที่ประชาชนคนอื่นๆเขาได้ใช้สิทธิ์ไว้วางใจให้เป็นตัวแทนพวกเขา ดังนั้น ในทางหลักการหรืออุดมการณ์ การกาช่อง Vote No เป็นการลงคะแนนเสียงเพื่อลงโทษหรือประจานนักการเมืองทั้งหมดทุกพรรคก็จริง แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่พรรคการเมืองทุกพรรคจะถูกลงโทษ เพราะผลทางปฏิบัติคือ พรรคบางพรรคจะถูกลงโทษ ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้พรรคการเมืองที่ประชาชนกลุ่มนี้เคยปฏิเสธได้คะแนนเสียงทิ้งห่างพรรคที่โดนลงฑัณฑ์จากการ Vote No

(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2554 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลา 2553กันยา 2554)

(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ.  ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)


 

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน