
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น
ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านจะยังไม่เบื่อกับการลงรายละเอียดในเรื่องของตัวสินค้า
ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านจะยังไม่เบื่อกับการลงรายละเอียดในเรื่องของตัวสินค้า
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เพราะว่ากันมาด้วยกลุ่มสินค้าต่างๆ ได้ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ยิ่งหากเป็นผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะส่งออกนำเข้า หรือผู้ผลิต ก็น่าจะต้องการทราบว่าสินค้าของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน จะมีการลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้ากันเมื่อไร และจะมีมาตรการอื่นๆ มาจำกัดการนำเข้ากันบ้างไหม หรือมีเงื่อนไขอะไรอีก เนื่องจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือ JTEPA นี้ค่อนข้างจะซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาแบบของอาเซียน หรือ AEC (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY)
จากกลุ่มของสินค้าที่พูดถึงไปแล้ว 2–3 กลุ่ม ก็จะเป็นได้ว่าชวนให้งุนงงพอสมควร เวลาที่เขา (ญี่ปุ่น) ใช้ลดภาษีนำเข้าก็ยาวกว่าเวลาที่ไทยใช้ลดภาษีนำเข้าของไทยลง กลุ่ม P กับกลุ่ม Q ก็ยุ่งเข้าไปอีก ดังได้กล่าวแล้ว แต่จะขอทบทวนให้สั้นๆ ว่า
สินค้ากลุ่ม P ถือเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง ซึ่งได้แก่พวกอาหาร จึงไม่มีการลดภาษีลงจนเหลือศูนย์ และในกรณีของญี่ปุ่นก็จะใช้เวลาในการลดภาษี 16 ปี เช่น น้ำมันรำข้าว เนื้อกระป๋อง น้ำมะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ เป็นต้น
ส่วนสินค้ากลุ่ม P ของไทยก็ถือว่ามีความอ่อนไหวสูงเช่นกัน แต่ใช้เวลาในการลดภาษีลง 11 ปี แม้มีเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบ เช่น มีโควตา และลดภาษีในโควตาเป็นศูนย์ แต่เก็บภาษีนอกโควตาสูงตามหลักเกณฑ์ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) หรือกรณีที่ไม่มีโควตา ไทยก็คงภาษีไว้ที่ร้อยละ 5 เช่น นมและครีม นมผง มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ น้ำมันปาล์ม ไข่แดงแปรรูป แทรกเตอร์ รถบัส ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์แผ่นเหล็กรีดร้อน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าสำหรับไทยสินค้าที่ถือว่าอ่อนไหวสูง จะมีทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม เกษตรนั้นค่อนข้างแน่นอนว่ามีโควตากำกับไว้ จะลดเป็นศูนย์ก็เฉพาะในโควตา และยังขึ้นกับผลการเจรจาที่อยู่ภายใต้องค์การการค้าโลกด้วย เรียกว่าคุ้มครองกันแน่นหนาพอสมควร การเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลกขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าลูกผีลูกคน ทำท่าจะไปไม่รอดเอา การเปิดตลาดสินค้าเกษตรก็คงจะลุ่มๆ ดอนๆ กันไปอีกนาน แต่สินค้าอุตสาหกรรมนี่ซิ น่าจะมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย ผู้ที่นำเข้ามาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าก็จะได้ลดต้นทุนลง แต่จะถือว่าคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศก็ไม่ได้มากนัก การเหลือภาษีนำเข้าไว้แค่ 5 เปอร์เซ็นต์นั้นถือว่าไม่มาก ภาษาในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเขาเรียกว่า “ภาษีก่อกวน” หรือ Nuisance Tariffs คือ มีไว้ติดปลายนวมทำให้ผู้นำเข้าต้องวิ่งไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศุลกากร และยังเสียเวลาอีกด้วย
ส่วนสินค้ากลุ่ม Q นั้นก็ดังที่ได้เขียนไปแล้วว่าเป็นพวกที่มีโควตาภาษี คือ ภาษีในโควตาอาจจะเป็นศูนย์ หรือไม่เก็บเลยก็ได้ แต่ภาษีนอกโควตาก็จะสูงกว่าในโควตา ซึ่งญี่ปุ่นก็จะแบ่งสินค้าในกลุ่มนี้ออกเป็นหลายๆ ชนิด มีเงื่อนไข รายละเอียดย่อยๆ ลงไป เช่น กล้วยไม้สด เปิดโควตาปีแรกให้ 4,000 ตัน ปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 เพิ่มขึ้นปีละ 1,000 ตัน เป็น 5,000, 6,000, 7,000 และ 8,000 ตัน ตามลำดับ โดยไม่เก็บภาษีในโควตาเลย
นอกจากกล้วยไม้สดก็จะมีสับปะรด แฮม กากน้ำอ้อย และสตาร์ช
ส่วนของฝ่ายไทยก็จะเป็นสินค้าจำพวกเหล็กทั้งหลาย ทองแดง และอุปกรณ์ยานยนต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสำหรับประเทศไทยแล้ว ทั้งเหล็กและยานยนต์จะอยู่ในกลุ่มสินค้าทั้งกลุ่ม P และสินค้ากลุ่ม Q ผู้เกี่ยวข้องก็คงต้องไปไล่ดูพิกัดฮาร์โมไนเซชันกันเอาเองว่าตัวไหนอยู่ในกลุ่มไหน เพราะถ้าไม่ดูกันให้ชัดๆ ถึงพิกัดอัตราศุลกากรที่เขาเรียกกันว่าฮาร์โมไนเซชันแล้ว อาจจะทำให้สับสนเข้าใจผิดได้
สินค้ากลุ่ม R เป็นรายการที่ไทยและญี่ปุ่นมีพันธกรณีที่จะต้องเจรจากันใหม่ในปีที่ 5 หลังจาก JTEPA มีผลบังคับใช้ เรียกว่าที่ผ่านมาไม่มีใครยอมใคร ดังนั้นในปี 2554/2555 ก็ต้องมาเจรจากันใหม่ ซึ่งที่จริงก็น่าจะเริ่มในปีนี้เอง ถ้าไม่เกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่นเสียก่อน
สินค้ากลุ่มนี้สำหรับญี่ปุ่นยังเป็นพวกอาหารเหมือนเดิม ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์ กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ นม ไข่ สัตว์ปีกและน้ำผึ้งธรรมชาติ ผักผลไม้ ชา กาแฟ ธัญพืช ไขมันและน้ำมันสัตว์และพืช เนื้อสัตว์และสัตว์น้ำปรุงแต่ง น้ำตาล โกโก้ ผัก ผลไม้ ไม้และของทำด้วยไม้
ส่วนไทยจะมีแค่สินค้าพวกรถยนต์ ฉะนั้นการเจรจาคราวใหม่นี้เห็นๆ กันว่าฝ่ายไทยคงจะหืดขึ้นคอแน่ เพราะแทบจะไม่มีอะไรในกระเป๋าไปแลกกับเขาเลย ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นยังมีอยู่เต็มกระเป๋า จะต้องมีการตระเตรียมกลยุทธ์กันให้ดี ถ้าจะมองกันในแง่บวกก็คือ สินค้าที่ไทยเปิดตลาดให้ทั้งหลาย เป็นความต้องการของไทยอยู่แล้ว การลดภาษีนำเข้าลงก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย และก็ตั้งความหวังต่อไปว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น จะทำให้ญี่ปุ่นมองถึงความจำเป็นในการเปิดตลาดด้านอาหารให้มากขึ้น เพราะแม้ว่าจะต้องการคุ้มครองผู้ผลิตอยู่มาก แต่ก็ต้องเห็นกับประโยชน์ผู้บริโภคด้วย อาหารที่มีคุณภาพไม่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีและราคาไม่แพง ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคของญี่ปุ่นเอง รัฐบาลของเขาจึงน่าจะต้องมาทบทวนใหม่ให้ผลที่เกิดแก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตมีความสมดุลกันมากขึ้น ไม่ใช่คุ้มครองผู้ผลิตอย่างแน่นหนาจนกระทบผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา
ฉบับนี้ก็คงจะพูดไปได้ถึงกลุ่มสินค้าอีกบางกลุ่มเท่านั้น ขอท่านผู้อ่านอดใจอีกนิด เพราะเหลือสินค้าอีกไม่กี่กลุ่มแล้ว คงจะได้ดูกันในซีรีส์ต่อๆ ไป ทั้งในเรื่องของกลุ่มสินค้าและเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ







