
เวเนซุเอลา..ประชานิยมขั้นเทพ..จะไปรอดไหม ?
เวเนซุเอลาประเทศหนึ่งในละตินอเมริกา
เวเนซุเอลาประเทศหนึ่งในละตินอเมริกา
โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์
ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ทั้งโลกต้อง “ทึ่ง” ในนโยบายการบริหารประเทศเทียบกับผลลัพธ์ที่ออกมา ในการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นอยู่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2553 ของสำนักกัลลัปโพลซึ่งเป็นสำนักจัดอันดับโพลชื่อดังของโลก พบว่า เวเนซุเอลามาในอันดับที่ 6 เป็นรองจากเดนมาร์ก สวีเดน แคนาดา ออสเตรเลีย และฟินแลนด์เท่านั้น
นอกจากนั้น ยังเหนือกว่าสหรัฐซึ่งมาในอันดับที่ 12 โดยสำนักกัลลัปโพลได้ใช้วิธีการสำรวจโดยการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวและสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จำนวนประมาณ 1,000 คนในแต่ละประเทศ จากนั้นจึงให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้คะแนนฐานะความเป็นอยู่ของเขาทั้งในปัจจุบันและอนาคต แล้วนำผลคะแนนมาจัดเป็น 3 กลุ่ม คือ “รุ่งเรือง” “ดิ้นรน” และ “ยากลำบาก” ซึ่งพบว่าประชาชนในเวเนซุเอลาตอบว่า ประเทศ ของตนอยู่ในภาวะรุ่งเรืองสูงถึงร้อยละ 64(ตามตาราง)
ฮูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาคนปัจจุบัน เขาเป็นตัวจักรสำคัญในการผลักดันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจเชิงประชานิยมที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งของโลก ชาเวซเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2497 (57 ปี) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของเวเนซุเอลา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพ่อและแม่มีอาชีพเป็นครู จึงมีโอกาสได้เรียนสูงจนสามารถได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายทหาร เมื่อปี 2514 ระหว่างเรียนชาเวซได้มีโอกาสเห็นความยากจนและความอยุติธรรมที่เป็นเสมือนโรคระบาดแพร่กระจายอย่างรุนแรงไปในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของเวเนซุเอลา ทำให้เขาเกิดความคิดที่อยากจะแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน
ชาเวซชอบที่จะศึกษาเกี่ยวกับแนวทางทางการเมืองโดยเฉพาะหนังสือของ คาร์ล มาร์กซ์ และ เช กูวารา ด้วยความคิดดังกล่าวทำให้ในปี 2535 ชาเวซได้ร่วมกับเพื่อนนายทหารทำการก่อรัฐประหาร แต่ล้มเหลวในปี 2541 ชาเวซได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ด้วยบุคลิกขวานผ่าซากและจริงใจ ประกอบกับนโยบายที่จะปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงสูงถึงร้อยละ 56.20 ของคะแนนเสียงทั้งหมด
หลังจากได้เป็นประธานาธิบดี ชาเวซได้สนับสนุนกิจกรรมด้านประชานิยมอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ก่อตั้งสหกรณ์แรงงานขึ้นมากกว่า 1 แสนแห่ง เพื่อช่วยเหลือเรื่องการกู้หนี้ยืมสินของคนงานโดยได้รับเงินตั้งต้นจากรัฐบาล สนับสนุนการสร้างบ้าน 2 ล้านหลังภายใน 7 ปี ส่งทหารกว่า 7 หมื่นนาย ออกไปซ่อมแซมถนนและสาธารณูปโภค ขึ้นค่าจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง และการสัญญาจะสร้างงานมากกว่า 3 ล้านตำแหน่งในระยะเวลา 8 ปี เป็นต้น
ทุกนโยบาย... ทุกงบประมาณ... ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งสู่ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ประชาชนเวเนซุเอลาจึงรักและศรัทธา ฮูโก ชาเวซ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก โดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 55 ของงบประมาณประเทศ และเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ดังนั้นการขึ้นลงของราคาน้ำมันจึงส่งผลอย่างมหาศาลต่อความเป็นอยู่ของคนเกือบทั้งประเทศ ในช่วงปี 2549-2551 ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้นทำให้ GDP พุ่งขึ้นไปร้อยละ 10 ร้อยละ 8 และร้อยละ 4.8 ตามลำดับ
ในช่วงปี 2552-2553 ราคาน้ำมันตกลงมาก ทำให้ GDP ในปี 2552 ลดลงอย่างมากที่ร้อยละ 3.3 และปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 2.8 และอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศพุ่งเป็นร้อยละ 27.1 และร้อยละ 29.8 ตามลำดับ ประชาชนจึงไม่สามารถใช้เงินที่มีอยู่ซื้อสินค้าที่มีราคาที่ถีบตัวสูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
เพื่อควบคุมราคาสินค้า ชาเวซจึงแก้ไขปัญหาโดยการเข้าไปยึดโรงงานและกิจการของภาคเอกชนมาเป็นของรัฐเพิ่มขึ้น และควบคุมราคาขายของสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศอย่างรุนแรงและนำไปสู่การลดประสิทธิภาพการผลิต บริษัทต่างชาติจึงยกเลิกกิจการและถอนการลงทุนออกจากเวเนซุเอลา
ดังนั้น ผลผลิตที่ออกมาจึงลดลงเรื่อยๆ และทำให้การส่งออกสินค้าลดลงด้วย ในที่สุดการส่งออกผลผลิตอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันจึงแทบจะหดหายไปเลย น้ำมันจึงกลายเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของประเทศไปและมีอัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 92 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของประเทศ
ปัญหาที่โถมกระหน่ำชาเวซก็ยังไม่สิ้นสุด ต้นปี 2553 ปัญหาเงินเฟ้อก็ยังรุนแรงและคุกคามความเป็นอยู่ของชาวเวเนซุเอลาอยู่ดี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ชาเวซจึงประกาศอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 2.6 โบลิวาร์ต่อเงินเหรียญสหรัฐ สำหรับการนำเข้าสินค้าประเภทปัจจัยสี่และสินค้าจำเป็น และอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 4.3 โบลิวาร์ต่อเงินเหรียญสหรัฐ สำหรับการนำเข้าสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย
ปัญหาที่ตามมาคือ เกิดตลาดมืดที่ยอมให้เงินมากกว่าเป็นเท่าตัวสำหรับการแลกเงินดอลลาร์ สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ จึงพยายามขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือขึ้นราคาขายสูงลิ่วในสกุลเงินโบลิวาร์ ชาเวซจึงแก้เกมโดยปิดตลาดมืดที่ให้แลกเปลี่ยนเงินตราทั้งหมด และประกาศบทลงโทษอย่างรุนแรงโดยจำคุกสูงถึง 7 ปีสำหรับผู้ค้าเงินตราดังกล่าว
แก้ปัญหาหนึ่ง...ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่ง... หลังจากการแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ทำให้ต่างชาติไม่เชื่อถือในค่าเงินโบลิวาร์และไม่ยอมขายสินค้าให้แก่เวเนซุเอลา และเวเนซุเอลาเองก็ขาดแคลนเงินตราสกุลหลักๆ เพื่อนำไปซื้อสินค้าที่จำเป็น ชาเวซจึงแก้ปัญหาโดยการยืมเงินจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวน 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจ่ายคืนเป็นน้ำมันให้ ชาเวซยังต้องซื้อสินค้าจำเป็นจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นนมผง ผ้าอนามัย และอาหาร โดยใช้น้ำมันเป็นตัวแลกเปลี่ยนเช่นกัน
ดูเหมือนว่า...ทุกอย่างของเวเนซุเอลาและชาเวซจะขึ้นอยู่กับน้ำมัน นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า หากราคาน้ำมันยังมีราคาสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว มูลค่าการส่งออกของเวเนซุเอลาจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ที่มีจำนวนกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้าสินค้าจำเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และยังสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปอีก 2 ปี แต่หากราคาน้ำมันต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ธนาคารชาติแห่งเวเนซุเอลาก็ยังมีเงินตราต่างประเทศและทองสำรองมูลค่ากว่า 22.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับสินทรัพย์ที่ไม่ระบุที่มาอีกกว่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังไม่ได้ประเมินต่อไปว่า หากราคาน้ำมันตกลงเป็นระยะเวลานานกว่านั้นแล้ว... อะไรจะเกิดขึ้น เพราะในปัจจุบันทั้งประเทศเวเนซุเอลาไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย... นอกจากน้ำมัน แต่ประชาชนชาวเวเนซุเอลาก็ยังมั่นใจและมั่นคงอย่างเหนียวแน่นในประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเขา ตามที่สะท้อนให้เห็นจากผลการสำรวจของกัลลัปโพลข้างต้น ทำให้นึกถึงคำพูดของ Dr.Wayne Dyer ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “The Power of Intention” ที่ว่า “The Past is over and gone. The future is not guaranteed”
แปลตามความได้ว่า “อดีตกำลังจะหมดและจากไป อนาคตไม่มีใครรับประกันได้”
ตอนนี้ชาวเวเนซุเอลาคงจะกำลังสบายใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่ามันจะค่อยๆ กลายเป็นอดีตไปก็ตาม ซึ่งในวันพรุ่งนี้ก็อาจไม่เป็นเหมือนวันนี้ และไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่าจะเหมือนวันนี้... แม้แต่คนที่ชื่อ ฮูโก ชาเวซ







