
เปิดทางล้มเลือกตั้งสุญญากาศไม่เกิด ยึดอำนาจไม่มี
เริ่มต้นสัปดาห์ที่ทุกฝ่ายจับจ้องว่า การยุบสภาที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
เริ่มต้นสัปดาห์ที่ทุกฝ่ายจับจ้องว่า การยุบสภาที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มต้นสัปดาห์ที่ทุกฝ่ายจับจ้องว่า การยุบสภาที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจะมีผลโดยสมบูรณ์หรือไม่ พร้อมกับความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันใด
วันอาทิตย์ที่ 26 มิ.ย. หรือ วันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.
ระหว่างที่รอความชัดเจนในขั้นตอนสุดท้าย พรรคการเมืองทุกพรรคต่างเดินหน้าหาเสียงกันฝุ่นตลบ
บรรยากาศการเลือกตั้งกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศ
เป็นเดิมพันของขั้ว “ทักษิณ” และขั้ว “ไม่เอาทักษิณ”
ตามปฏิทินการเมือง วันจันทร์ที่ 9 พ.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายลูก 3 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐสภาได้พิจารณาเสร็จและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบขั้นสุดท้าย จะผ่านฉลุย หรือติดอุปสรรคว่าการร่างกฎหมายลูกขัดรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการรัฐบาล “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ฟันธงทุกอย่างจะไม่มีปัญหา อย่างช้าวันอังคารที่ 10 พ.ค. เสียงนกหวีดจะดังปี๊ดให้ทุกพรรคมุ่งสู่สนามเลือกตั้งแน่ และคาดว่า วันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 3 ก.ค.
มีคำถามดังไปทั่วว่าในสถานการณ์ที่อึมครึมท่ามกลางข่าวลือสารพัดว่า ถ้ามีการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการแล้ว โอกาสที่จะไม่มีการเลือกตั้งจะเป็นไปได้หรือไม่
อำนาจนอกระบบจะเข้ามาแทรกแซงทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อล้มการเลือกตั้งหรือไม่
1.เงื่อนไขแรกที่วิเคราะห์ว่า อาจเกิดสุญญากาศก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาโดยที่นายกฯ ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ฎ.ยุบสภาไปแล้ว คือ กรณีศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีผลสรุปวันนี้ว่า การร่างกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ การได้มาซึ่ง สว. 2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดจะทำให้ร่างกฎหมายทั้งสามฉบับต้องตกไปหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะไม่มีเครื่องจัดการการเลือกตั้งหรือไม่
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายข้อกฎหมายเรื่องนี้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าบางมาตราขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะตกไปเฉพาะมาตรานั้น ไม่ได้ยกทั้งฉบับ หรือถ้าเกิดกรณีร้ายแรงที่สุด เช่น ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้กฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับตกไปหมด ก็ยังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าให้ กกต.ออกระเบียบมารองรับให้สอดคล้อง
หากทุกอย่างราบรื่น ไม่สะดุดในขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ปริญญาว่าไว้ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในช่วงภายใน 4560 วัน โอกาสที่จะไม่มีการเลือกตั้ง หรือรูแคบๆ ที่จะออกได้ก็ยังมีอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า
2.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออกดื้อๆ ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง
วิเคราะห์จากปัจจัยนี้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นช่วง 3 สัปดาห์ก่อนที่อภิสิทธิ์เสนอกฎหมายลูกเข้าสภาใหม่ๆ อาจเป็นกังวลได้ เมื่อบรรยากาศแวดล้อมขณะนั้น ทั้งม็อบพันธมิตรเรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ ปิดประเทศ ขณะที่ กกต.บางคน เช่น สดศรี สัตยธรรม ก็เตรียมลาออก หลังชิ่งหนีไปสมัครเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ส่วนสุทธิพล ทวีชัยยาการ เลขาธิการ กกต. ไปสมัครเป็นกรรมการ กสทช.
ตามกฎหมาย ถ้าเหลือ กกต.เพียง 2 คนจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ต้องมีการสรรหาเข้ามาใหม่ ในส่วนนี้ศาลฎีกาจะเป็นผู้สรรหา กกต. ซึ่งที่สุดอาจไม่ทันวันเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม วันนี้ กกต.ทั้ง 5 ต่างยืนยันพร้อมปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง และได้เดินหน้าดูแลการเลือกตั้งไม่ให้มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง โดยให้ทุกพรรคลงสัตยาบัน 5 ข้อ “เคารพกฎหมายไม่จัดม็อบต้านไม่พาดพิงสถาบันไม่ซื้อเสียงยอมรับผลเลือกตั้ง”
โดยเฉพาะสดศรี เมื่อไม่มีใครเอาด้วย ล่าสุดย้ำอีกครั้งว่า พร้อมที่จะร่วมหัวจมท้ายไปกับ กกต.ทั้งหมด
เงื่อนไขจาก กกต.จึงไร้ปัญหา...
3.กองทัพรัฐประหาร ล้มการเลือกตั้ง เพราะกลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะกลับมาเป็นรัฐบาล แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และผู้นำเหล่าทัพ เรียงหน้ายืนยันมาตลอดว่า จะไม่มีการยึดอำนาจเด็ดขาด พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.ถึงขั้นบอกว่า ใครเคลื่อนกำลังออกโดยไม่มีคำสั่งถือว่าเป็น “กบฏ”
และแม้ว่าครั้งนี้ทักษิณจะเคลื่อนหนักมากกว่าทุกครั้ง ทั้งโฟนอิน วิดีโอลิงก์ ถี่ยิบทุกเวทีต่างจังหวัด กรุงเทพฯ ทุกวัน ชนิดที่เรียกว่า หลังอาหาร 3 มื้อ สร้างบรรยากาศให้ฝ่ายตรงข้ามหวั่นเกรงพอควรว่าจะกลับมา อาฆาต แก้แค้น เอาคืน
แต่กองทัพก็มีบทเรียนมากพอจากการยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 และคงไม่โง่ที่จะมายึดซ้ำแบบเดิม เพราะนอกจากสร้างวิกฤตซ้ำเติมให้กับประเทศแล้ว คนยึดอำนาจก็ไปไม่รอด
ทางออกของกองทัพที่จะสกัดทักษิณ น่าจะเลือกใช้การเมืองในระบบ ผ่านตัวแทนอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนเดิม เพราะปลอดภัยกว่า และผลโพลต่างๆ ชี้ว่าแม้พรรคเพื่อไทยจะนำที่ 1 แต่กลุ่มกลางๆ ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกพรรคใดก็มีสูงถึง 50% จึงยังมีโอกาสลุ้นอยู่ว่าเพื่อไทยคงไม่ได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินกึ่งหนึ่ง เพียงแค่เบียดเอาชนะประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เหนือความคาดหมายอันใด
ดังนั้น ไม่ว่าพรรคการเมืองจะเคลื่อนไหวหาเสียงเข้มข้นเพียงใด การเลือกตั้งจะมีขึ้นแน่ แต่ที่น่าห่วงคือ ระหว่างการเลือกตั้งจะเกิดความรุนแรงแค่ไหน และหลังเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ ความวุ่นวายต่างๆ จะจบหรือไม่
เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม...







