posttoday
เอแบคโพลเผยเพื่อไทยเหนือปชป.

เอแบคโพลเผยเพื่อไทยเหนือปชป.

08 พฤษภาคม 2554

โพลเอแบคเผยผลสำรวจเปรียบเทียบจุดแข็งอ่อน2พรรคการเมืองใหม่ หากเลือกตั้งวันนี้เพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์ทุกด้านยกเว้นด้านความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุริต

โพลเอแบคเผยผลสำรวจเปรียบเทียบจุดแข็งอ่อน2พรรคการเมืองใหม่ หากเลือกตั้งวันนี้เพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์ทุกด้านยกเว้นด้านความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุริต

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เปรียบเทียบจุดแข็งของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค และความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง จำนวนทั้งสิ้น 2,143 ตัวอย่าง เมื่อระหว่างวันที่ 1 - 7 พ.ค.

ผลการสำรวจเชิงเปรียบเทียบดังกล่าวพบว่า พรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหนือพรรคประชาธิปัตย์เกือบทุกตัวชี้วัด ยกเว้นเรื่องเดียว คือ ความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต โดยพบว่า ร้อยละ 51.6 ระบุความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต เป็นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ร้อยละ 48.4 ระบุเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย ความแตกต่างที่ค้นพบในเรื่องนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเพราะเป็นตัวเลขที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

แต่เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดจุดแข็งด้านอื่นๆ พบว่า พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างมากและมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยพบว่า ด้านวิสัยทัศน์ แนวนโยบาย พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 59.0 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 41.0

ด้านความรวดเร็วในการบริหารงาน พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 64.5 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 35.5
ด้านอุดมการณ์ประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 55.5 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 44.5
ด้านการเข้าถึงประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ ร้อยละ 61.8 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 38.2
ด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 64.6 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 35.4
ด้านการพัฒนาสังคม พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 57.2 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 42.8

ด้านการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 61.9 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 38.1
ด้านการเป็นที่ยอมรับของประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 60.9 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 39.1 
ด้านการเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 58.6 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 41.4
และด้านความเจนจัดทางการเมือง จัดสรรตำแหน่ง ประสานประโยชน์ เจรจาต่อรองได้ลงตัว พรรคเพื่อไทยได้ 58.9 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 41.1 ตามลำดับ
 
และเมื่อถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งท่านจะเลือกพรรคการเมืองใดในบัญชีรายชื่อ พบว่า เสียงสนับสนุนของประชาชนที่ตั้งใจจะเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ลดลงจากร้อยละ 39.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.1 ในขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงโหวตไม่แตกต่างจากการสำรวจครั้งก่อนคือร้อยละ 36.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 36.4 จึงส่งผลทำให้พรรคเพื่อไทยจะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ถ้ามีการเลือกตั้งวันนี้ แต่ที่น่าจับตามองคือ เสียงสนับสนุนของประชาชนต่อพรรคการเมืองอื่นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 29.5
 
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ยังคงจะได้เสียงโหวตในสัดส่วนที่สูสีกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงสนับสนุนลดลงในการสำรวจล่าสุด โดยส่วนหนึ่งอาจเกิดจากดัชนีตัวชี้วัดการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ยกเว้นเพียงเรื่อง ความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต แต่หลังจากการอนุมัติงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ไม่ปกติ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งเค้กและเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ได้ เมื่อเสียงสนับสนุนของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ตกลง พรรคเพื่อไทยจึงกลายเป็นพรรคที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสูงกว่า

ดังนั้น แนวทางการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองพรรคนี้สามารถออกมาในเชิงสร้างสรรค์ไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยให้ความเชื่อมั่นและใช้ทุนทางการเมืองที่มีอยู่หล่อเลี้ยงฐานคะแนนเสียงของตนไว้ไม่ให้เพลี่ยงพล้ำเกิดความรุนแรงขึ้นเพราะจะสูญเสียกลุ่มคนที่เป็นกระแสไป ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีโอกาสชนะเช่นกันถ้านำงบประมาณที่อนุมัติไปเร่งผลิตผลงานให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชนและหาแนวทางลดทัศนคติของประชาชนที่ว่า “ทุกรัฐบาลก็โกงด้วยกันทั้งนั้น”

“ถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถทำให้สาธารณชนมั่นใจว่า จะเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ประกาศสงครามกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ก็น่าจะทำให้ความนิยมของสาธารณชนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพิ่มสูงขึ้นไปอีกได้ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นในหลายตัวชี้วัดที่ทำให้ผลงานปรากฏต่อสาธารณชนในลักษณะที่ว่าต้องทำให้สิ่งที่ประชาชนเห็น “หน้าจอทีวี” กับความเป็นจริง “หน้าบ้านและในบ้าน” ของประชาชนตรงกันก็น่าจะทำให้คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน” ดร.นพดล กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่