posttoday
วิกฤตหรือโอกาส ! พระวิหาร ขึ้นศาลโลกรอบสอง

วิกฤตหรือโอกาส ! พระวิหาร ขึ้นศาลโลกรอบสอง

08 พฤษภาคม 2554

ในช่วงเวลาอีกประมาณ 9 เดือนนับจากนี้ คนไทยคงต้องลุ้นระทึกกับประเด็นอธิปไตยของชาติ

ในช่วงเวลาอีกประมาณ 9 เดือนนับจากนี้ คนไทยคงต้องลุ้นระทึกกับประเด็นอธิปไตยของชาติ

 
โดย...ทีมข่าวในประเทศ

ในช่วงเวลาอีกประมาณ 9 เดือนนับจากนี้ คนไทยคงต้องลุ้นระทึกกับประเด็นอธิปไตยของชาติ เมื่อกัมพูชายื่นคำร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลโลก ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. 2505 หรือเมื่อ 49 ปีก่อน โดยอ้างว่า มูลเหตุที่ทำให้ต้องทำคำร้องนี้ขึ้นมาคือ ความล้มเหลวของทั้งสองประเทศที่จะทำความเข้าใจคำพิพากษาร่วมกัน การถกเถียงเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการปะทะทางทหารที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

วิกฤตหรือโอกาส ! พระวิหาร ขึ้นศาลโลกรอบสอง

การดำเนินการดังกล่าวของกัมพูชาไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะที่ผ่านมากัมพูชาอ้างว่าไม่สามารถเจรจาระดับทวิภาคีกับไทยได้อีกต่อไป และพยายามนำปัญหาเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนต่ออาเซียน และขยับมาเป็นการร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กระทั่งสู่ศาลโลก ซึ่งน่ากังวลถึงผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติ

นักกฎหมายระหว่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูต ให้ความเห็นว่า มาตรา 60 ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เปิดโอกาสให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นคำร้องให้มีการตีความคำพิพากษาคดีเก่าหรือเดิมได้

“แม้คำพิพากษาเป็นที่สุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ในกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายศาลจะเป็นผู้ตีความ โดยคำร้องขอของคู่กรณีฝ่ายใดก็ได้ การตีความมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอธิบาย หรือการทำให้กระจ่างในสิ่งที่ศาลได้มีคำวินิจฉัย”

เขาเห็นว่า การดำเนินการของกัมพูชาแม้จะน่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสของไทย จากคำพิพากษาเดิมในปี 2505 ทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในคำตัดสินดังกล่าว โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงประเด็นที่ศาลไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับคุณค่าทางกฎหมายของแผนที่ และไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ เป็นคำตัดสินที่ขัดแย้งในตัวเอง สิทธิของกัมพูชาเหนือตัวปราสาทพระวิหารนั้นประเทศไทยไม่อาจได้ แต่เรื่องพื้นที่โดยรอบก็ยังมีความคลุมเครืออยู่ ฉะนั้นการตีความของศาล ย่อมส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิแพ้ชนะเท่าๆ กัน

“ประเด็นพื้นที่โดยรอบตัวปราสาท กัมพูชาตีความว่า คือพื้นที่ซึ่งได้ระบุไปแล้วตามแผนที่แนบท้าย (ภาคผนวก 1 หรือ Annax 1) ซึ่งเป็นแผนที่ที่เกิดขึ้นจากการร้องขอฝ่ายเดียว ไม่ใช่แผนที่มีคณะทำงานสองฝ่ายเข้าไปทำงานปักปันร่วม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง”

อดีตเอกอัครราชทูตผู้นี้เห็นว่า ไทยควรไปชี้แจงอภิปรายให้ศาลได้รับทราบ มิใช่ฟังความหรือหลักฐานจากฝ่ายกัมพูชาเพียงข้างเดียว ซึ่งในทางคดีศาลโลกจะตีความจากคำพิพากษาเก่าปี 2505 เท่านั้น มิได้นำประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาประกอบ ที่สำคัญความโปร่งใสและเป็นกลางในการพิจารณาครั้งนี้น่าจะแตกต่างจากอดีต เพราะไม่มีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ หรือประเทศนักล่าอาณานิคมอย่างประเทศฝรั่งเศสมาครอบงำอีก จึงเชื่อมั่นในระดับหนึ่งได้ว่าจะโปร่งใสทุกขั้นตอน และผลของการตีความไทยมีโอกาสชนะคดี

ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เพียงแต่ว่าเราจะสามารถคว้าโอกาสนั้นได้หรือไม่ อีกประมาณ 9 เดือนนับจากนี้ กระบวนการพิจารณาของศาลโลกจะเสร็จสิ้น และเราจะได้คำตอบ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน