posttoday
เงินเฟ้อจีนบั่นทอนการค้าโลก หลงชะลอชั่วคราว กระทบยาวไม่รู้ตัว

เงินเฟ้อจีนบั่นทอนการค้าโลก หลงชะลอชั่วคราว กระทบยาวไม่รู้ตัว

02 พฤษภาคม 2554

ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

 โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า เรียกร้องให้อาเซียนก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำในเอเชียร่วมกับจีน โดยชี้ให้เห็นถึงความมหึมาของเขตการค้าเสรีระหว่างจีนกับอาเซียน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา

เงินเฟ้อจีนบั่นทอนการค้าโลก หลงชะลอชั่วคราว กระทบยาวไม่รู้ตัว

คำชักชวนของนายกรัฐมนตรีจีน ดูเหมือนจะเป็นการหยอดยาหอมอาเซียนอย่างซึ่งๆ หน้า เพื่อหวังลดความกังวลของอาเซียนต่อการผงาดของพญามังกร จนอาจกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่แพ้จีน

อย่างไรก็ตาม คำพูดในเชิงปลอบประโลมของนายกฯ จีน ไม่อาจช่วยลดแรงกดดันต่ออาเซียนมากนัก แม้กระทั่งประเทศอื่นๆ ยังยากที่จะนอนใจกับโวหารอ่อนหวานของผู้นำจีน ในช่วงเวลาที่สิ่งต่างๆ กำลังเกิดขึ้นกับจีน และผลกระทบจากความเคลื่อนไหวของจีนต่อการค้าขายในเอเชียมีความซับซ้อนและชวนให้กังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่นานาประเทศกำลังกังวลคือแนวโน้มเงินเฟ้อในจีน

ล่าสุด ดัชนีบริหารจัดซื้อของจีน (PMI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเคลื่อนไหวในภาคการผลิต ช่วงเดือน เม.ย. ปรับลงมาอยู่ที่ 52.9 จุด จากช่วงเดือน มี.ค. ที่ 53.4 จุด

บางสำนักเศรษฐศาสตร์ มองว่า ดัชนี PMI สามารถบอกได้ถึงทิศทางของเงินเฟ้อหากดัชนีถอยลงมา เงินเฟ้อจะอ่อนแรงลงตามไปด้วย

กระนั้นก็ตาม แม้ดัชนี PMI จะปรับลดลง แต่อาจเป็นปฏิกิริยาในระยะสั้น อีกทั้ง PMI ยังเป็นดัชนีที่ยังสามารถชี้วัดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในมิติอื่นๆ ได้อีก ซึ่งอาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เข้าใจกันด้วยซ้ำ

ความเป็นจริงแล้ว แนวโน้มระยะยาวของภาวะเงินเฟ้อของจีนยังรุนแรง และจะส่งผลกระทบจากการค้าทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งการค้าของอาเซียน ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาภายในของจีน

ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง หรือสูงกว่าที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ราว 3% จะบั่นทอนศักยภาพของจีนในการเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตที่มีอัตราค่าจ้างต่ำ

ปัญหานี้ได้สร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลจีนมาระยะหนึ่ง เนื่องจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น บังคับให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ แต่ผลพวงของการกระทำเช่นนี้ จะยิ่งกระตุ้นเงินเฟ้อให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลจีนใช้วิธีอื่นในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่มาตรการนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของจีนเอง และในฐานะที่จีนเป็นพลวัตหลักของเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจจีนและของโลกที่อึมครึมลง จะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทชั้นนำ

โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการขยายตัวของจีนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ อุตสาหกรรมวัตถุดิบสำหรับการผลิตจากออสเตรเลียและชิลี หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมเกษตรและวัตถุดิบด้านการเกษตรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บวกกับภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังผลให้ราคาที่พักอาศัยแพงเสียยิ่งกว่าอัตราปรับเพิ่มขึ้นราคาอาหารและพลังงาน ทั้งยังมีความเสี่ยงต่อตลาดทุนชั้นนำของโลก โดยเฉพาะตลาดทุนในจีนเอง และที่ฮ่องกง ซึ่งผูกพันกับตลาดอสังหาฯ และตลาดทุนจีนมากยิ่งขึ้น ในฐานะเป็น “ฐาน” กำลังหลักในการผลักดันการลงทุนด้วยเงินหยวน

หาก “ภาวะเงินเฟ้อ” หรือ “ฟองสบู่” ในตลาดอสังหาฯ ของจีนเกินที่จะเยียวยา จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนฮ่องกงอย่างไม่ต้องสงสัย กลายเป็นการซ้ำเติมให้กับศูนย์กลางการเงินโลกที่อีกครั้ง หลังจากที่ฮ่องกงกลายเป็นสถานที่รองรับนักลงทุนและการทำธุรกรรมทางการเงินแทนที่โตเกียว ในช่วงเวลาที่นักลงทุนทั่วโลกพากันหลีกเลี่ยงวิกฤตกัมมันตรังสีรั่วไหล

เหตุผลข้างต้น เป็นเสมือนการยืนยันถึงความกังวลร่วมกันของจีนและนานาประเทศทั่วโลก เพราะไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด เราไม่อาจจะตีตัวออกห่างจากปัญหาเงินเฟ้อในจีนได้

ที่กล่าวว่า แม้ภาวะเงินเฟ้อจะส่อเค้าลดลง อาจเป็นเพียงความเคลื่อนไหวในระยะสั้น สืบเนื่องมาจากนโยบาย “ทับซ้อน” ของรัฐบาลจีน เพราะแม้จีนจะพยายามกดเงินเฟ้อให้ลดลงด้วยมาตรการควบคุมสภาพคล่อง และการทำเช่นนั้นจะนำมาซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้า

ผลพวงนี้ จีนยอมรับได้อย่างเต็มอก และเป็นสิ่งที่สามารถคาดหวังได้อยู่แล้ว

แต่จีนจะทำเช่นไรหากเศรษฐกิจชะลอตัวเร็วกว่าที่คาด และจะทำเช่นไรหากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างฉับพลันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน จนกลายเป็นชนวนที่ทำให้ฟองสบู่อสังหาฯ ระเบิดตูม

ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตแถบชายฝั่งภาคตะวันออก ด้วยค่าจ้างและต้นทุนที่แพงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้น หากลูกค้าต่างประเทศไม่ปฏิเสธสินค้าส่งออกจากจีน ก็มักพยายามต่อรองราคาจนต่ำกว่าต้นทุน จนผู้ส่งออกจากจีนไม่อาจยอมรับได้ ยังผลให้เกิดกรณีที่ผู้ส่งออกจากจีนบางรายเริ่มปฏิเสธออร์เดอร์ร้านค้าระดับซูเปอร์สโตร์ชั้นนำในประเทศตะวันตก อาทิ ร้าน WalMart ในสหรัฐ

การควบคุมเงินเฟ้อด้วยมาตรการที่หนักหน่วง เสมือนดาบสองคม หากพลาดพลั้งคมดาบที่ใช้พิฆาต จะหวนกลับมาทำร้ายตนเอง และในหลายกรณีจะพลอยกลับมาฟาดฟันนานาประเทศที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีนไปด้วย

เช่นเดียวกัน PMI แม้จะเป็นตัวชี้วัดความเคลื่อนไหวในภาคการผลิต และในบางกรณียังสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อได้

ดังจะเห็นได้ว่า ขณะที่สำนักข่าวหนึ่งรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของจีนเริ่มเป็นภัยคุกคามน้อยลง (หนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล พาดหัวข่าวไว้ว่า China Data Show Inflation Threat Easing) แต่อีกสำนักข่าวกลับรายงานในอีกแง่มุมว่า ภาคการผลิตของจีนกำลังซบเซาลง (สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานข่าวเดียวกันนี้ว่า (China’s Manufacturing Grows at Slower Pace)

PMI จึงเป็นสัญญาณที่ลักลั่น มิหนำซ้ำยังเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่า เงินเฟ้อกำลังบั่นทอนศักยภาพของจีนในฐานะพลวัตหลักของเศรษฐกิจโลก

หนทางในการแก้ปัญหาที่แท้จริง จึงมิได้อยู่ที่การชะลอความร้อนแรงในภาคการผลิต แต่อยู่ที่การแก้ปัญหาราคาสินค้าและบริการให้ถูกลง โดยเฉพาะราคาอาหาร

ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของจีนสูงถึง 5.4% ช่วงเดือน มี.ค. ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระหว่างปี 2537-2553 อยู่ที่ 4.25% บัดนี้สัดส่วนของราคาอาหารแพงมีน้ำหนักมากที่สุดในภาวะเงินเฟ้อ โดยมีอัตราปรับเพิ่มถึง 11.7% ช่วงเดือน มี.ค. จากเพียงแค่ 4.9% ช่วงเดือน ก.พ. สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นคล้ายคลึงกับเมื่อปี 2551 ซึ่งต่อมาจุดชนวนวิกฤตอาหาร ยังไม่นับการที่ตัวเลขช่วงเดือน มี.ค. ปี 2554 ยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 ที่ 7.1%

หากจีนไม่สามารถแก้ปัญหาราคาอาหารแพงได้ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยวิธีการควบคุมกระแสทุนย่อมไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ และเงินเฟ้อพร้อมที่จะหวนกลับมาบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง

น่าเสียดายที่จีนมีความสามารถในการแก้ปัญหาราคาอาหารได้เพียงส่วนเสี้ยวเดียว เพราะตราบใดที่ต้นทุนการผลิตอย่างน้ำมันยังแพงอยู่ จีนจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะจีนหาใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายหลักของโลก และแม้จะเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุด แต่ยังเป็นผู้นำเข้าอาหารมากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นกัน

หากศักยภาพในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อของจีนเท่ากับศักยภาพในการแก้ปัญหาราคาอาหาร ก็เท่ากับศักยภาพในการประคองอัตราการขยายตัว และศักยภาพในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ระดับของศักยภาพเหล่านี้ จีนมีอยู่ในวงที่จำกัด

จีนอาจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและร่ำรวยอย่างเหนือคาดพร้อมๆ ประเทศที่พ่วงตัวเองเข้ากับพญามังกร แต่เงินเฟ้อที่กำลังรุนแรงได้บั่นทอนความมั่งคั่งของจีนและเอเชียในอัตราที่เท่ากัน

 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก