
เวียดนามฝ่ามรสุมรุมเร้า ต่างชาติยังเข้าลงทุน
ช่วงต้นปี 2554 มานี้อาจยังไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดของเวียดนาม เนื่องจากปัญหาที่รุมเร้าหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ
ช่วงต้นปี 2554 มานี้อาจยังไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดของเวียดนาม เนื่องจากปัญหาที่รุมเร้าหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
และปัญหาการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง จนรัฐบาลกรุงฮานอยต้องขึ้นดอกเบี้ยและลดค่าเงินด่องมาแล้วหลายรอบ เพื่อพยุงภาพรวมเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ
ทว่าหากพิเคราะห์ดูจากตัวเลขอีกด้านหนึ่งแล้ว คงต้องยอมรับว่ายังไม่มีปัจจัยลบอะไรที่สามารถเขย่าความเชื่อมั่นต่อเวียดนาม ในฐานะฐานการผลิตที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียได้มากพอ
เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติเดือน เม.ย. ที่พุ่งสูงสุดทุบสถิติเป็นประวัติการณ์
โคลเบิร์ก คราวิส โรเบิร์ต แอนด์ โค (เคเคอาร์) บริษัทลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐ คือตัวอย่างหนึ่งที่ได้ประกาศจับมือเป็นหุ้นส่วนกับ มาซัน คอนซูเมอร์ คอร์ป บริษัทผู้ผลิตน้ำปลารายใหญ่ในเวียดนาม โดยเข้าซื้อหุ้น 10% วงเงิน 159 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,770 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา
หมิง ลู่ โฆษกของเคเคอาร์ในเวียดนาม กล่าวกับเอเอฟพีว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเวียดนามมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมาก อีกทั้งยังมีการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และยังสามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพได้อย่างโดดเด่น จึงทำให้เคเคอาร์มั่นใจกับการลงทุนในเวียดนาม
นับตั้งแต่ปี 1990–2009 เวียดนามมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยถึงปีละ 7.1% ราวครึ่งของประชากร 87 ล้านคนทั่วประเทศ มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ
“ผมเดินเล่นในเวียดนามที่มีอายุแค่ 10 ปีหลังสงคราม และได้เห็นเมืองที่เต็มไปด้วยไอพอด กับหมวกกุชชี ผมยังช็อกไม่หายเลย” อดัม ซิตคอฟ จากหอการค้าอเมริกันในเวียดนาม เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจ
แม้จะยังคงความเป็นประเทศสังคมนิยมที่พบเครื่องขยายเสียง เครื่องแบบทหาร และธงชาติสีแดงได้ทั่วไป ทว่ากรุงฮานอยในวันนี้ก็ยังเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าชั้นนำ แบล็คเบอร์รี่ และบีเอ็มดับเบิลยู ที่แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันไม่ต่างกัน
ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของเวียดนาม ในไตรมาสแรกของปี 2554 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 1.6% ไปอยู่ที่ 2,540 ล้านบาท (ราว 7.62 หมื่นล้านบาท)
ดาริอุซ โควัลซิก จากธนาคารเครดิต อะกริโกล ซีไอบี กล่าวว่า บรรดานักลงทุนระยะยาวต่างก็เชื่อมั่นในศักยภาพอันแข็งแกร่งที่แฝงอยู่ของเวียดนาม และยังเชื่อว่าปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันจะสามารถข้ามผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไปยังทิศทางที่สดใสได้ที่สุด
ปัจจัยดึงดูดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เวียดนามมีอย่างล้นเหลือ คือ ค่าจ้างราคาถูก ที่สนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนาม หรือใช้เป็นฐานผลิตเพิ่มเติมนอกจากจีน (China plus one) เป็นฐานการผลิตที่ 2 ที่สามารถสำรองความเสี่ยงจากจีน ซึ่งเริ่มจะมีค่าจ้างและค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
“เวียดนามมีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งมาก จากจุดแข็งที่ทรัพยากรมนุษย์ คนเวียดนามดูจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่พัฒนาชีวิตของพวกเขาเองอย่างแท้จริง” โควัลซิก กล่าว
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีมานี้ นับตั้งแต่ที่พรรคสังคมนิยมเวียดนามยอมรับในระบบตลาดเสรี ก็กำลังส่งผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ในวันนี้ด้วยเช่นกัน
มาร์ค เมียลี จากหอการค้าอเมริกันอาเซียน กล่าวว่า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วยกันแล้ว เวียดนามได้พยายามเดินหน้าขยายตัวทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด และก้าวย่างของการพัฒนาสู่ตลาดเสรีในระบบทุนนิยมก็ได้ก้าวข้ามการพัฒนาอื่นๆ ทั้งในด้านสถาบันต่างๆ และทรัพยากรมนุษย์ไปแล้ว
จีดีพีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาโดยตลอด กำลังส่งผลข้างเคียงต่อเวียดนามในวันนี้ กับอัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ที่พุ่งสูงถึงเกือบ 14% เช่นเดียวกับปัญหาการขาดดุลการค้าที่สะสมในปีที่แล้วราว 1.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.72 แสนล้านบาท) และยังส่งผลกระทบต่อค่าเงินด่อง ซึ่งเวียดนามต้องเข้าแทรกแซงลดค่าเงินด่องถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปลายปี 2009 เพื่อพยุงภาคการส่งออกที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ
นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ เวียดนามยังต้องพบกับปัญหาเรื้อรังอย่างการคอร์รัปชันในวงราชการ ที่บ่อนทำลายชื่อเสียงทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยมีกรณีตัวอย่างสำคัญกับการคอร์รัปชันกันขนานใหญ่ในบริษัทต่อเรือ วินาชิน จนเสี่ยงต่อการล้มละลายมาแล้ว
บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จึงได้คงแนวโน้มอันดับเครดิตของเวียดนามที่สถานะเป็นลบ ในรายงานทบทวนล่าสุดเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสะท้อนความกังวลหลักไปที่ความยั่งยืนของดุลการชำระเงิน แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคหลายด้านจะค่อนข้างดีก็ตาม
คริสเตียง เดอ กุซมาน นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ มองว่า เวียดนามยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงรายรอบสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาซื้อหุ้นหรือพันธบัตร
เรียกว่ายังปลอดภัยในด้านฐานการลงทุนจริง แต่เสี่ยงสูงในด้านตลาดการเงิน
อย่างไรก็ดี เวียดนามคงไม่สามารถใช้ปัจจัยค่าจ้างดึงดูดเป็นจุดแข็งไปตลอดได้ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในจีน ที่วันหนึ่งก็ต้องปรับตัวขึ้นไปด้วยตามจีดีพีประเทศ
หากก้าวข้ามไปไม่ได้ ความมั่งคั่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมาก็อาจถูกจำกัดลงอยู่แค่ในทศวรรษหน้าเท่านั้น







