
ลุยบ้านดอก0%
นายกฯ หนุนคลังออกสินเชื่อบ้าน 0% นาน 2 ปี หวังคนเช่าบ้านอยู่ได้เป็นเจ้าของ
นายกฯ หนุนคลังออกสินเชื่อบ้าน 0% นาน 2 ปี หวังคนเช่าบ้านอยู่ได้เป็นเจ้าของ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกมาตรการสนับสนุนให้ทุกคนมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยสามารถผ่อนชำระด้วยเงื่อนไขที่ดี เช่น ไม่เสียดอกเบี้ย 2 ปีแรก และระยะเวลาผ่อนยาว จำนวนเงินที่ส่งก็สมเหตุสมผลสำหรับคนที่มีรายได้น้อยรายได้ปานกลาง
“วิธีคิดจะทำลักษณะแท็กซี่ คือเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยเสียเป็นค่าเช่ามาเป็นค่าผ่อน แต่ว่าสุดท้ายก็ได้รถเป็นของตัวเอง” นายกรัฐมนตรีระบุ
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะมีแคมเปญโครงการบ้านหลังแรก เพื่อช่วยผู้ซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0%นาน 2 ปี ระยะเวลาผ่อน 30 ปี พร้อมยกเว้นค่าจดจำนองและค่าธรรมเนียมการโอน 3%
ขณะเดียวกันยังออกโครงการ “แปลงเช่าเป็นซื้อ” สำหรับผู้ที่เสียค่าเช่าบ้านทุกเดือน และต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
ทั้งสองโครงการใช้เงิน 5 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 เม.ย.นี้ และเริ่มให้สินเชื่อในวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ โดยต้องทำนิติกรรมภายใน 1 พ.ค. 2555
อย่างไรก็ตาม ธอส.ยังไม่สรุปว่าจะเปิดรับรีไฟแนนซ์แก่ผู้ที่มีบ้านอยู่แล้วหรือไม่ และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหลัง 2 ปี อยู่ที่เท่าไหร่
นายชาติชาย พยุหนาวีชัยผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า โครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก จะส่งผลกระทบต่อตลาดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แน่นอน เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีโปรโมชันดอกเบี้ย 0% สูงสุดอยู่ที่ 6 เดือนเท่านั้น จึงอาจเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในการแข่งขัน คาดว่าในช่วงไตรมาส 2 ธนาคารพาณิชย์อาจสูญเสียลูกค้ารายใหม่บางส่วนไป
“วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะกระทบตลาดช่วงสั้นๆ ประมาณ 3 เดือน หรือในช่วงไตรมาส 2 หากภาครัฐกำหนดวงเงินกู้ไว้ในกลุ่มบ้านราคาประมาณ 1 ล้านบาทผลกระทบอาจมีไม่มาก แต่กำหนดไว้ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งกระทบฐานลูกค้าของธนาคารพาณิชย์โดยตรง ทำให้ธนาคารพาณิชย์เสียเปรียบจากการมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่สูงกว่า” นายชาติชาย กล่าว
นายชาติชาย กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์มีอัตราการกู้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 ล้านบาทต่อราย ขณะที่ลูกค้าของ ธ.อ.ส. มีการกู้เฉลี่ยอยู่ประมาณ 1 ล้านบาท ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยจริง ควรมีการดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านทั้งธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ โดยที่ภาครัฐเข้ามาอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย 0 % เป็นระยะเวลา 2 ปี มากกว่าการเลือกปฏิบัติที่ทำให้เกิดความเหลี่ยมล้ำในตลาด
“โครงการนี้ก่อให้เกิดภาวะ 2 มาตรฐานขึ้นในตลาดสินเชื่ออสังหา ภาครัฐควรจะมีการนำโปรโมชั่นดังกล่าวมาใช้ผ่านธนาคารพาณิชย์ด้วย ซึ่งหากภาครัฐยืนยันจะเข้ามาอุดหนุนดอกเบี้ยที่หายไปในช่วง 2 ปี ธนาคารพาณิชย์ก็พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว” นายชาติชาย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าโครงการสินเชื่อภาครัฐดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมของธนาคารในปีนี้ โดยในไตรมาสแรกสินเชื่อของธนาคารมีการเติบโตไปแล้ว 3 % หรือ 1.2 หมื่นล้านบาท จากเป้าทั้งปีที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 2 มีการจัดงานมันนี่ เอ๊กซ์โปร ซึ่งธนาคารได้นำโปรโมชั่นผ่อนดอกเบี้ย 0 % นาน 6 เดือน เข้าร่วมงานด้วย ทั้งนี้คาดว่าสินเชื่อในไตรมาสนี้ จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
นายทินกร บุณยกะลิน ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หากกระทรวงการคลังมีการปล่อยกู้ในกลุ่มบ้านราคา 3 ล้านบาท จะก่อให้เกิดผลกระทบในตลาดสินเชื่อเคหะอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม จากการเรียกประชุมธนาคารภาครัฐของกระทรวงการคลังในวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา มีข้อสรุปในเบื้องต้นว่าจะปล่อยกู้ในกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท จนถึง 1 ล้านบาทต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นลูกค้าคนละตลาดกับธนาคารพาณิชย์
“ในที่ประชุมเบื้องต้น มีมติให้ปล่อยกู้ผ่านธ.อ.ส.ในกลุ่มบ้านราคาประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบตลาดของธนาคารพาณิชย์และยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณที่จะนำมาอุดหนุนดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากมีการปล่อยกู้ถึง 3 ล้านบาทตามข่าวที่ออกมาจริง ผลกระทบในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมาก”นายทินกร กล่าว







