
ศก.โลกช้ำซ้ำรอยเดิม นักเก็งกำไรกุมชะตาน้ำมัน-ทองคำ
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐ
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐ จะเกิดคำถามติดตามมาว่า การที่ ราคาถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นตามปกติวิสัยของกลไกราคา หรือเกิดขึ้นเพราะการเก็งกำไรกันแน่
บัดนี้ราคาน้ำมันดิบของเบรนต์ไต่ขึ้นมาอยู่ที่กว่า 124 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ส่วนราคาทองคำไต่ขึ้นมาในระดับความเร็วเท่าๆ กัน โดยล่าสุดทะลุ 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หลังจากทำลายสถิติราคาสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
สถานการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับช่วงปี 2550-2551 ที่ราคาน้ำมันทำลายสถิติสูงสุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาทองคำทะลุหลัก 1,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเช่นกัน
หากย้อนกลับไปมองเงื่อนไข “ที่แท้จริง” ในครั้งนั้นจะพบว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วง “พีก” ที่สุดช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะจีนที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง และกระหายน้ำมันในปริมาณไล่เลี่ยกับสหรัฐ (ซึ่งบริโภคพลังงานมากที่สุดในโลก) มากขึ้นทุกขณะ
ขณะเดียวกันอินเดียและจีนยังบริโภคทองคำมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ตามลำดับ เพื่อตอบสนองฐานะที่มั่งคั่งขึ้นและเพื่อสำรองในคลัง แทนที่เงินเหรียญสหรัฐที่เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลง
อาการหิวกระหายน้ำมันและทองคำของจีนและตลาดเกิดใหม่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะราคาน้ำมัน นอกจากความต้องการอย่างล้นเหลือจากจีนและตลาดเกิดใหม่ การที่ระดับราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วยังเป็นผลมาจากปริมาณน้ำมันที่จำกัด ไม่สอดคล้องกับระดับความต้องการ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณน้ำมันทั่วโลกเริ่มร่อยหรอลง จนยังผลให้นักวิเคราะห์ต่างถกเถียงกันเป็นวงกว้างถึงโอกาสความเป็นไปได้ที่ปริมาณน้ำมันอาจถึงขีดสุด(Oil Peak) แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการตรึงกำลังการผลิตยาวนานเกินไปของกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC)
ปัจจัยอีกประการมาจากการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เริ่มยุติการอุดหนุนหรือใช้งบประมาณตรึงราคาน้ำมันในประเทศ เนื่องจากรัฐไม่อาจแบกรับต้นทุนของการตรึงราคาน้ำมันได้อีกต่อ ในช่วงเวลาที่ราคาสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน ซึ่งการตรึงราคาน้ำมันในประเทศมีส่วนช่วยอย่างมากในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และกำราบภาวะเงินเฟ้อ
แต่ในท้ายที่สุด หลายประเทศในเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน หรือกระทั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่มากมาย ยังต้องยอมแลกกับการขยายตัวที่ช้าลงกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แทนที่จะนำไปหนุนราคาน้ำมันที่เริ่มไม่สมเหตุสมผล
การยุติมาตรการตรึงราคาน้ำมันอาจเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือน เม.ย.ก.ค. 2551 จากต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐช่วงเดือน เม.ย. ขึ้นมาเหนือ 110 เหรียญสหรัฐในเดือน พ.ค. ต่อมาทะลุ 120 เหรียญสหรัฐในเดือน มิ.ย. และในที่สุดเกือบถึง 150 เหรียญสหรัฐในเดือน ก.ค. ใช้เวลาเพียงชั่วเวลาไม่ถึง 1 เดือน
แต่ในเวลาเดียวกัน ปัจจัยที่แท้จริงเหล่านี้ก็เป็นโอกาสอย่างดีให้กับนักเก็งกำไรเข้าสวมรอยปรากฏการณ์นี้ จนกระทั่งราคาน้ำมันและทองคำสูงกว่าความเป็นจริง
จนบัดนี้ยังมีความเชื่อว่าการที่ราคาน้ำมันเฉียด 150 เหรียญสหรัฐ และทองคำที่ทะลุ 1,000 เหรียญสหรัฐ เกิดจากกระแสการเก็งกำไรที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้พลวัตความต้องการของจีนและตลาดเกิดใหม่ แม้จะยังจับมือใครดมไม่ได้ และยืนยันไม่ได้ว่ามีการเก็งกำไรจริง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐถึงกับตั้งหน่วยเฉพาะกิจตรวจสอบการเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์ก็ยังคว้าน้ำเหลว
แต่ความเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสามารถยืนยันได้
ทั้งนี้ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าไม่จำเป็นจะต้องเป็นการซื้อขายน้ำมันแท้จริง แต่ยังรวมถึงการซื้อขายผ่านสัญญา หรืออาจเป็นไปได้ว่าเป็น “น้ำมันกระดาษ” ซึ่งในช่วงนั้นระดับการซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้ามีปริมาณที่สูงอย่างไร้เหตุผล ถึงที่ อับดุลลาห์ อัลบาดรี เลขาธิการ OPEC เปิดเผยเมื่อเดือน มิ.ย. 2551 ว่า ปริมาณการบริโภคน้ำมันที่แท้จริงอยู่ที่ 87 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น แต่ในตลาดซื้อขายล่วงหน้ากับซื้อขายน้ำมันกันไปแล้วถึง 1,360 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่าความต้องการที่แท้จริงถึง 15 เท่า
วันนี้กระแสการเก็งกำไรน้ำมันและทองคำกลับมาหลอกหลอนชาวโลกอีกครั้ง
พิจารณาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์ก ช่วงเดือน ม.ค. และเดือน ก.พ. ที่ราว 90-80 เหรียญสหรัฐ และปรับขึ้นมาแตะ 100 เหรียญสหรัฐทันทีที่เข้าเดือน มี.ค. และเมื่อย่างเข้าช่วงสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. ราคาขยับขึ้นมาทะลุ 110 เหรียญสหรัฐ และวนเวียนในระดับดังกล่าวจนกระทั่งถึงช่วงเวลานี้
พิจารณาจากความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความต้องการน้ำมันในตลาดเกิดใหม่ยังไม่ลดลง ราคาน้ำมันจะถึง 120 เหรียญสหรัฐในช่วงต้นเดือน พ.ค.
ลักษณะเช่นนี้คล้ายคลึงกับช่วงเวลาระหว่างเดือน ม.ค.เม.ย. 2551 ซึ่งในครั้งนั้นราคาน้ำมันระหว่างเดือน ม.ค.ก.พ. อยู่ที่ราว 80-90 เหรียญสหรัฐ ต่อมาแตะ 100 เหรียญสหรัฐในเดือน มี.ค. และแตะ 110 เหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย.
เป็นความเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกันอย่างน่ากลัว!
ปัญหาก็คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและความต้องการน้ำมันเพื่อป้อนเศรษฐกิจอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ราคาไต่บันไดได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
กับราคาทองคำนั้น การเก็งกำไรจะเกิดขึ้นต่อเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์เช่นนั้น นักลงทุนจะหันเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงอย่างเช่นทองคำ เพื่อรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของตัวเองในช่วงเวลาที่ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นจากราคาน้ำมันแพง
หากราคาน้ำมันลดลง ราคาทองคำจะลดลงตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากช่วงหลังเดือน ก.ค. 2551 ราคาน้ำมันไหลลงมาอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ทองคำที่เคยสูงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐกลับราคาตกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียง 800 เหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพก็อาจกล่าวได้ว่าการเก็งราคาทองยังไม่นับว่าน่ากังวลเท่ากับการเก็งราคาน้ำมัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของชาวโลก
การเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องผิดในโลกทุนนิยมเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ อันเป็นศูนย์กลางการลงทุนโลกอย่างเสรีสุดโต่ง แต่ถึงที่สุดแล้วการเก็งกำไรอย่างไร้สามัญสำนึกมักก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่นานาประเทศเริ่มฟื้นตัว และอีกหลายประเทศยังตั้งหลักได้ไม่มั่นคงนัก
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สหรัฐ
ล่าสุด ราคาน้ำมันในสหรัฐปรับขึ้นมาเกิน 4 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอนแล้ว ซึ่งเมื่อใดที่ราคาน้ำมันในสหรัฐทะลุหลักดังกล่าว มักจะเกิดกระแสกังขาตามมาว่า อาจเป็นฝีมือของนักเก็งกำไร และครั้งสุดท้ายที่ราคาขึ้นถึงระดับดังกล่าวคือเมื่อปี 2551
แม้กระทั่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐยังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยกล่าวโทษนักเก็งกำไรว่าอยู่เบื้องหลังราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และเตรียมสั่งการให้กระทรวงพลังงานจัดหน่วยงานเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมกับเตรียมจัดระเบียบการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้ตลาดนี้เป็นเครื่องมือของการแสวงหากำไรส่วนตน บนความวอดวายของสาธารณะ
กระนั้นก็ตาม หากลองย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 จะพบว่า ท่าทีขึงขังของรัฐบาลสหรัฐต่อกระแสการเก็งกำไรเป็นเพียงลมปาก หลักฐานที่บ่งชัดคือ ปากคำของ แซมูเอล บ็อดแมน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐในขณะนั้น ที่ยืนยันไว้เมื่อเดือน มิ.ย. 2551 ว่า ที่ราคาน้ำมันแพงเป็นเพราะกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ หาใช่เพราะการเก็งกำไรไม่
ทั้งๆ ที่ในเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน หรือหลังจากที่ราคาน้ำมันและทองคำดิ่งลงสุดขีดอีกครั้งมีรายงานจากบริษัท Masters Capital Management ที่ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 มีเงินทุนเข้าลงทุนน้ำมันสูงถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังผลให้ราคาน้ำมันกระโดดจาก 95 เหรียญสหรัฐ สู่ 147 เหรียญสหรัฐ ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน
วันนี้สหรัฐกำลังใช้ฝีปากแก้ปัญหาอีกครั้ง และอาจสรุปปัญหาในทำนองที่ขัดกับความเป็นจริงอีกครั้งเช่นกัน
ที่ต้องอ้างท่าทีของสหรัฐก็เพราะประเทศนี้คือศูนย์กลางของการลงทุนทุกแขนงดังที่กล่าวไว้ หากสหรัฐไม่จัดการอย่างจริงจังกับกระแสเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์อันมีน้ำมันและทองคำเป็นหลัก ผู้บริโภคทั่วโลกต้องพลอยรับเคราะห์อย่างไม่มีโอกาสได้ปกป้องตัวเอง
หากราคายังถีบตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับเมื่อปี 2551 ซึ่งหมายความว่ายังมีเวลาเหลืออีกถึง 3 เดือนกว่าที่ราคาน้ำมันจะพุ่งถึงขีดสุดเท่ากับคราวที่แล้ว (147 เหรียญสหรัฐ) ราคาทองคำจะปรับขึ้นตามอย่างไม่ลดละเช่นกัน และโอกาสที่ราคาจะไต่ขึ้นมาแตะ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์มีอยู่มากเช่นกัน
และหากใช้มาตรการที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วเป็นตัววัด โอกาสที่ราคาน้ำมันและทองคำจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน แต่ก็ยากที่จะชี้ชัดว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนเดือน ก.ค.หรือไม่ หรือเพราะเงื่อนไขและปัจจัยในอดีตและในวันนี้แตกต่างกันอย่างมาก
สิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างกัน คือ การเก็งกำไรน้ำมันและทองคำ กำลังเป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง







