
อัดรัฐบาลยื้อเวลาเลิกแร่ใยหิน
นักวิชาการจี้รัฐต้องชัดเจน ห้ามนำเข้าสินค้าแร่ใยหินชนิดใดบ้าง ชี้ปล่อยคลุมเครือเท่ากับซื้อเวลา
นักวิชาการจี้รัฐต้องชัดเจน ห้ามนำเข้าสินค้าแร่ใยหินชนิดใดบ้าง ชี้ปล่อยคลุมเครือเท่ากับซื้อเวลา
นายวิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่เห็นชอบห้ามนำเข้าแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์เฉพาะกรณี และห้ามผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ที่ใช้วัตถุดิบอื่น หรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้ ถือเป็นมติ ครม.ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีสินค้าชนิดใดบ้างที่ห้ามนำเข้า และจะบังคับใช้มาตรการดังกล่าวภายในเวลาเท่าใด
นายวิทยา กล่าวว่า แม้มติดังกล่าวจะเป็นเรื่องดีที่ ครม.ยอมรับและตระหนักถึงอันตรายจากแร่ใยหิน แต่ก็ไม่มีความเด็ดขาด เพราะหากไม่มีการกำหนดชนิดสินค้าและระยะเวลาห้ามนำเข้าที่ชัดเจน ก็เท่ากับเป็นการซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ
“เมื่อเห็นว่ามันเป็นสิ่งอันตรายก็ต้องจัดการอย่างรวดเร็ว ประกาศให้ชัดเลยว่าจะจัดการกับสินค้าชนิดใดที่ใช้แร่ใยหินเป็นส่วนผสมบ้าง สินค้าใดที่มีผลิตภัณฑ์ทดแทนและจะให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนภายในเมื่อใด” นายวิทยา กล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้เสนอ ครม.ขอให้ควบคุมแร่ใยหินที่เป็นวัตถุดิบ (ไครโซไทล์) ให้เป็นวัตถุดิบอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามไม่ให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง อย่างเร่งด่วนภายในปี 2554 เนื่องจากปัจจุบันยังมีสินค้าหลายชนิดที่ใช่แร่ดังกล่าวเป็นส่วนผสม เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น ท่อ เป็นต้น พร้อมให้เวลาเอกชนในการปรับตัว 2 ปี แต่ ครม.เห็นชอบห้ามนำเข้าแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์ เฉพาะกรณีเท่านั้น
สำหรับอนุภาคของแร่ใยหินเป็นฝุ่นละอองเล็กๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หากฟุ้งกระจายหรือสูดดมเข้าไปในร่างกายจะเข้าไปสะสมอยู่ที่ปอดโดยที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทำลายหรือขับออกมาได้ เมื่อสะสมอยู่ในปอดเป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับปอด ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกประกาศห้ามนำเข้าและผลิต สินค้าที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินแล้ว







