
ชูนโยบาย 'ขายหนังเร่'
เพียงแค่ปี่กลองการยุบสภานำไปสู่กระบวนการเลือกตั้งเพิ่งเชิด บรรดานักเลือกตั้งอาชีพ
เพียงแค่ปี่กลองการยุบสภานำไปสู่กระบวนการเลือกตั้งเพิ่งเชิด บรรดานักเลือกตั้งอาชีพ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เพียงแค่ปี่กลองการยุบสภานำไปสู่กระบวนการเลือกตั้งเพิ่งเชิด บรรดานักเลือกตั้งอาชีพ และพรรคการเมืองก็เปิดศึกช่วงชิงขายโฆษณานโยบายประชานิยมกันสนั่น เรียกว่าโหมกระหน่ำสาดใส่กันออกมาอย่างหนัก
ทว่าหากพิจารณาเนื้อในของนโยบายแต่ละพรรค จะพบว่ามุ่งเน้นการขายนโยบายเพื่อหาคะแนนเสียงจากประชาชนมากกว่าการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
พรรคใหญ่ 2 พรรค ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างเกทับบลัฟแหลกและงัดสารพัดนโยบายออกมา เพื่อที่จะ “ลด แลก แจก แถม” ปูทางเข้าสู่อำนาจในการเป็นรัฐบาลเพื่อมาบริหารประเทศ
พระแม่ธรณีบีบมวยผม เน้นไฟฟรีถาวร 90 หน่วย บัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรี เบี้ยยังชีพคนชราทุกคน บ้านมั่นคงทั่วประเทศ แก้หนี้นอกระบบ 1 ล้านคน ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 25% ใน 2 ปี ขยายบรอดแบนด์ 3จี ลงสู่ชุมชนในทุกตำบล เพิ่มเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำระดับมหาวิทยาลัย
เพื่อไทยของนายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร งัดค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จบปริญญาตรีต้องมีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ให้ทุนมหาวิทยาลัย 1,000 ล้านบาท เพิ่มวงเงินกองทุนหมู่บ้านให้อีก 1 ล้าน บ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกเคลมภาษีได้ กู้ยืมเพื่อการศึกษามีงานทำก่อนค่อยผ่อนทีหลัง พักชำระหนี้คนวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นเวลา 5 ปี
เรียกว่าประกาศก้องโหมนโยบายกระชากใจคน ซื้อใจ ซื้อเสียงกันยิ่งกว่าหนังกลางแปลง 3 เรื่อง 10 บาท
แต่ละพรรคมุ่งเน้นนโยบายทำให้ประชานิยม เพราะมุ่งเป้าโกยคะแนนเสียงให้มากที่สุดก่อน ไม่ได้คิดในแนวทางสร้างยุทธศาสตร์ หรือทำให้คนไทยทั้งชาติได้มองเห็นคุณภาพชีวิต คุณภาพการทำมาหากินกันในระยะยาวแม้แต่น้อย
มอตโต้ CHANGE สร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ หรือทำให้ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนการขนส่งของคนในชาติลดลงเพื่อหาเสียงภาพใหญ่ถอยไป เราจะแจก แจก และแจก
ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาด้านระบบชลประทาน การพัฒนาแหล่งน้ำ ยุทธศาสตร์ด้านพืชผลทางการเกษตร ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน รายได้ต่อหัวต่อคนของคนไทยจะอยู่ในพิกัดเท่าใด ต้นทุนการคมนาคมประเทศจะอยู่ในทางไหน จะสร้างผู้ประกอบการให้เป็นเถ้าแก่น้อยอย่างไรไม่ต้องมาพูดถึง
นักการเมืองบอกว่า “ไม่โดนใจ ขายไม่ได้ ชาวบ้านไม่ซื้อ”
แน่นอนว่าหากพิจารณาจากโพล ที่ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายศูนย์การศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจนั้นเห็นภาพชัดว่าคนไทยต้องการเช่นนั้นจริง ทุกพรรคการเมืองจึงจัดทำนโยบายออกมาแข่งขันในการเลือกตั้ง โดยยึดที่เป็นนโยบายพื้นฐาน เช่น เรื่องของแรงงาน การศึกษา สาธารณสุข และต้องเป็นนโยบายประชานิยม แต่ละพรรคจะแข่งกันแย่งผลงาน เพื่อประกาศว่าถ้าพรรคนั้นๆ ได้รับเลือกตั้งจะมีอะไรที่ปรากฏ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่จะลงถึงมือประชาชน จะได้ผลในการเลือกตั้งมาก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือเรื่องของค่าจ้างจ้างขั้นต่ำ ที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะขึ้น 25% ทุกปี และประเทศไทยจะมีค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 300 บาทต่อวัน ได้ในอีก 2 ปี ขณะที่เพื่อไทยประกาศเช่นกันว่าจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททันที
พิเคราะห์ในวิธีคิดประชาธิปัตย์ใช้วิธีจับกระแสมาทำนโยบาย เมื่อน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าของโลกมีราคาแพงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นจะต้องทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ค่าจ้างแรงงานจะต้องปรับขึ้นมา
ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น เมื่อประชาธิปัตย์มีจุดอ่อนในเรื่องของข้าวยากหมากแพงและราคาน้ำมันสูง นี่จึงเป็นช่องโหว่ในการบริหารประเทศ ที่ทำให้เพื่อไทยต้องหยิบเรื่องนี้มาบรรจุเนื้อหาลงไปในนโยบายของพรรคเพื่อไทยด้วย
ไม่แน่ว่า ก่อนการเลือกตั้งอาจจะมีนโยบายซื้อใจคนเป็นรายภาค
เฉพาะภาคกลางจะเน้นให้ความสำคัญในภาคการเกษตร เช่น ราคาข้าว ชลประทาน ปัจจัยการผลิต ภาษี ยาฆ่าแมลง เพื่อสร้างฐานเสียง
ภาคใต้แม้คนยังยึดติดอยู่กับหัวคะแนนที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้อย่างแน่นหนา จะมีเพียงบางส่วนคือกลุ่มเอ็นจีโอและกลุ่มชนชั้นกลางในเมือง แต่อาจต้องชูนโยบายทำให้ยางมีราคา และราคาปาล์มน้ำมันมีราคาสูง
นโยบายที่ไร้ยุทธศาสตร์ของภาพรวมทำให้การทำงานของรัฐบาลที่เข้ามาเป็นเบี้ยหัวแตก ไร้ทิศไร้ทาง
ที่ฉายภาพมานั้นอาจเป็นภาพย่อย ภาพใหญ่ วันที่ 20 เม.ย.นี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมคณะประชาธิปัตย์ จะฉายภาพความต่อเนื่องทางนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะปรับเปลี่ยน
ล้วงลึกลงไปพอจะเห็นมีหลายเรื่อง อาทิ การแก้หนี้นอกระบบรอบสอง บวกกับโครงการหมอหนี้ที่สร้างฐานคะแนนในชุมชน การช่วยเหลือค่าครองชีพและเข้าถึงแหล่งเงินทุนและระบบประกันสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งในส่วนของหลักประกันสังคมจะครอบคลุมไปถึงเกษตรกรด้วย เพราะต้องการดึงคน 30 ล้านคน ให้เข้ามาอยู่ในระบบ
ส่วนเรื่องเกษตรก็จะมีภาพใหญ่ในยุทธศาสตร์ข้าว ยุทธศาสตร์ยาง
รวมถึงยุทธศาสตร์ภาษีนิติบุคคลที่น่าจะมีการนำเสนอว่าจะปรับลดลง แต่จะอยู่ในระดับใดต้องรอลุ้น เช่นเดียวกับการที่พรรคเพื่อไทยอาจต้องปรับปรุงเข็มทิศทางนโยบายจากนายใหญ่อีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะออกไปทางไหน เสียงสะท้อนก้องจาก พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองกรรมการหอการค้าไทย วิเคราะห์ชัดว่า นโยบายของ 2 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศใช้สู้ศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายส่วนใหญ่คล้ายกันคือต้องการให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นนโยบายประชานิยมเฉพาะหน้าไว้ขายเวลาการเลือกตั้ง แต่ขาดนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ประเทศ หรือการวางแผนการเติบโตของประเทศในระยะยาว
ทั้งๆ ที่ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นนโยบายที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องเกษตร อาหารท่องเที่ยว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักสำหรับประเทศ จะผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร จากนั้นค่อยหานโยบายย่อยๆ มาประกอบให้ภาพใหญ่สมบูรณ์
ด้านการศึกษารัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือการพัฒนาแรงงานควรจะทำอย่างไร มีแต่จะขึ้นค่าจ้างให้อย่างเดียว แต่ไม่เคยบอกว่าแรงงานต้องดีขึ้นอย่างไร
เช่นเดียวกับนโยบายภาษีที่ต้องมีการปรับขนานใหญ่ให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในอาเซียนจะต้องมีภาพกว้างให้นักลงทุนได้เห็น
ภาษีแวตอาจไม่ขยับคนไทยเข้าใจได้ แต่ภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีความเป็นธรรมลักลั่นกันระหว่างคนจนกับคนรวยนี่ต้องมีการปรับใหญ่แต่ก็ไร้นโยบายออกมา
ลงว่าออกนโยบายซื้อรถคันแรกแล้วนำมาลดภาษีทั้งๆ ที่รถเป็นสินค้าในหมวดฟุ่มเฟือย ย่อมหมายถึงหายนะของประเทศแล้ว!!







