posttoday
ด่วน!เสนาะผิดอาญาที่ดินอัลไพน์

ด่วน!เสนาะผิดอาญาที่ดินอัลไพน์

04 กุมภาพันธ์ 2553

ป.ป.ช.ฟันเสนาะผิดอาญาที่ดินอัลไพน์ ฐานใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เจ้าตัวยังเงียบขอเลื่อนแถลงข่าว

ป.ป.ช.ฟันเสนาะผิดอาญาที่ดินอัลไพน์ ฐานใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เจ้าตัวยังเงียบขอเลื่อนแถลงข่าว

นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อกล่าวหากรณีขายที่ธรณีสงฆ์ให้กับสนามกอล์ฟอัลไพน์โดยมิชอบ โดยมีนายเสนาะ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทยพร้อมพวก 8 คนเป็นผู้ถูกกล่าวหา  โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายเสนาะ  มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148  ว่าด้วยเรื่องการให้การสนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชาให้กระทำความผิด เป็นเจ้าหน้าที่กระทำการข่มขืนจิตใจด้วยการยัดสิ่งผิดกฎหมายให้  และ 157 ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  แต่เนื่องจากความผิดตามมาตรา 157 หมดอายุความไปแล้ว จึงมีมติให้ส่งสำนวนอัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดตามมาตรา 148 ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นได้มีมติยกคำร้อง เพราะบางคนคดีหมดอายุความ และบางคนเสียชีวิตไปแล้ว    

เนื่องจากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินจำนวน 732 ไร่ให้กับวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่อมาเจ้าอาวาสวัดธรรมาธิการต้องการโอนที่ดังกล่าวมาเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แต่นายเสนาะ รมช.มหาดไทยขณะนั้นไม่อนุญาต โดยอ้างกฎหมายที่ดิน ม.84 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นผู้อนุญาตหากวัดถือครองที่เดินเกิน 50 ไร่ และต่อมาบริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์กอล์ฟแอนด์สปอร์ตลับ  ได้เข้ามาซื้อที่ดินดังกล่าว

คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าที่ดินของนางเนื่อมเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา และบริษัททั้ง 2 แห่งที่มาซื้อที่ดินดังกล่าว มีนางอุไรวรรณ เทียนทอง นายวิทยา เทียนทอง และนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ ซึ่งเป็นภรรยา น้องชาย และคนสนิทนายเสนาะถืออยู่ก่อนที่นายเสนาะจะไม่อนุญาตให้วัดรับโอนกรรมสิทธิที่ดิน คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายเสนาะมีความผิดดังกล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีเรื่องที่ดินอัลไพน์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะต้องยึดความเห็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเอาไว้ โดยระบุว่า วัดได้สิทธิในที่ดินตามพินัยกรรม และมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไม่ใช่บทบัญญัติยกเว้นการได้มา ดังนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตกเป็นของวัด และมูลนิธิที่เป็นผู้จัดการมรดกนั้นต้องมีหน้าที่โอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมจะโอนให้กับบุคคลอื่น นอกเหนือจากวัดไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อมีการตีความแล้ว แนวปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีจะต้องยึดถือความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และตระหนักว่า การดำเนินการตามความเห็นดังกล่าวอาจกระทบกับผู้ที่ซื้อที่ดินโดยสุจริตไม่ทราบที่มาที่ไป จึงได้สั่งการว่าในการดำเนินการจะต้องมีมาตรการเยียวยาและคุ้มครองผู้สุจริตด้วย ไม่มีการเข้าไปแทรกแซง ส่วนกรณีที่เป็นคดีที่ป.ป.ช. นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องขององค์กร

 

 
 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน