posttoday
ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสร้างขั้วทางเลือกที่ 3

ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสร้างขั้วทางเลือกที่ 3

08 เมษายน 2554

เป็นภาพที่เห็นกันไม่บ่อยนักสำหรับการปรากฏตัวพร้อมกันของทั้ง 4

เป็นภาพที่เห็นกันไม่บ่อยนักสำหรับการปรากฏตัวพร้อมกันของทั้ง 4

 
โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นภาพที่เห็นกันไม่บ่อยนักสำหรับการปรากฏตัวพร้อมกันของทั้ง 4 ขุนพลการเมืองภาคอีสานทั้ง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” “พินิจ จารุสมบัติ” ‘‘ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” “ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” เพื่อแสดงท่าทีร่วมกันแบบที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ในการร่วมกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองร่วมกันระหว่างพรรครวมชาติพัฒนา และพรรคเพื่อแผ่นดินในนามใหม่ “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน”

ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสร้างขั้วทางเลือกที่ 3

โดยปกติแล้วทั้ง 4 คน จะไม่ค่อยออกมาสู้แสงไฟและคำถามของสื่อมวลชนพร้อมๆ กันบ่อยนัก เพราะทั้ง 4 คน จะมีพฤติกรรมทางการเมืองแบบผู้กำกับเพียงอย่างเดียวมากกว่าที่จะเล่นบทผู้กำกับและผู้เล่นไปในตัวคนเดียวกันเมื่อเทียบกับ เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และ บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งทั้งสองคนนี้จะออกสื่อบ่อยมากเมื่อเทียบกับ 4 ขุนพลภาคอีสานดังกล่าว

ดังนั้น การออกมาของทั้ง 4 คน พร้อมด้วยการเปิดแถลงข่าวในการรวมกันของทั้งสองพรรคอย่างเป็นทางการ จึงย่อมเป็นปรากฏการณ์ ที่ไม่ปกติอย่างแน่นอน เพราะขนาด “เนวิน บรรหาร” ยังเลือกที่จะปิดปากด้วยซ้ำเวลาต้องเจอกับนักข่าว

มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ที่ทั้ง 4 คนต้องการจะสื่อสารให้สังคมการเมืองเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “เอาจริง” หลังจากที่ทั้งสองพรรคต่างประสบกับปัญหาสภาพภายในพรรคที่ง่อนแง่นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้ง 2550

“พรรคเพื่อแผ่นดิน” คงไม่ต้องบอกว่าพรรคนี้สิ้นสุดสภาพความเป็นพรรคไปนานมากแล้วตั้งแต่เกิดกรณีพิพาทระหว่าง “สุวิทย์ คุณกิตติ” และ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” ที่มีสาเหตุมาจากการประกาศถอนตัวออกจากรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ของสุวิทย์ หัวหน้าพรรคในเวลานั้น โดยที่ได้รับการคัดค้านจาก สส.ในพรรค โดยเฉพาะกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา ที่ไม่ต้องการออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นับจากนั้นเป็นต้นมา “เพื่อแผ่นดิน” ก็แทบเหลือแต่ชื่อ โดยพรรคนี้มักจะเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นพรรคที่มีความขัดแย้งภายในมากที่สุดระหว่างสารพัดกลุ่มการเมืองในพรรคไม่ว่าจะเป็น “พญานาคโคราชบ้านริมน้ำพล.ต.อ.ประชา” ทั้งที่มี สส.เพียงระดับ 30 คนเท่านั้น ก่อนที่แต่ละกลุ่มจะแยกย้ายกันไป บ้านริมน้ำเลือกไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา ก็ย้ายไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย

เหลือเพียงพญานาคและโคราชเท่านั้นที่เหลือเฝ้าพรรคเอาไว้ก่อนที่จะสลายสองกลุ่มนี้มาเป็น “กลุ่ม 3พี” ในเวลาต่อมาแทน

สภาพแตกกระสานซ่านเซนของพรรคทำให้ สส.ในพรรคเบื่อหน่ายและไม่มีใจจะอยู่กับพรรคต่อไป เพราะดูแล้วบ้านหลังนี้ไม่มีอนาคต เพียงแต่ว่ายังไม่กล้าแสดงออกมาเท่านั้น รอเพียงเวลายุบสภาเมื่อไหร่ก็คงหันหลังให้พรรคนี้ทันที

เช่นเดียวกับ “พรรครวมชาติพัฒนา” สภาพก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะ สส. 9 คนของพรรคที่มีอยู่ต่างรอเวลานับถอยหลังยุบสภาเช่นกัน บางส่วนได้เข้าไปเจาะแจะกับภูมิใจไทยไปบ้างแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค มีอาการแปลกๆ ไม่ค่อยอินังขังขอบกับพรรคมากนัก

โดยเริ่มมีกระแสข่าว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เอ่ยเชิญชวนให้เข้ามาร่วมชายคาเดียวกัน เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับพิจิตรแบบยกจังหวัด แต่ยังไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ

จากสภาพของทั้งสองพรรคที่กำลังง่อยเปลี้ยเสียขา สส.ในพรรคก็เริ่มแสดงอาการเบื่อหน่ายขืนปล่อยไว้แบบนี้ สส.ในพรรคถูกพรรคใหญ่ดูดไปอย่างแน่นอน หมายความว่า โอกาสที่จะมีอำนาจต่อรองในการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคตจะมีปัญหาด้วย และไม่เป็นประโยชน์หากทั้งสองพรรคจะต่างคนต่างเดินกัน

เป็นเหตุผลสำคัญที่ทั้งสองพรรคจะเข้ามาอยู่ร่วมกันเพื่อปั้นพรรคใหม่สู้ศึกเลือกตั้งน่าจะดีกว่าปล่อยให้ต่างคนต่างอยู่ในสภาพแบบนี้กันต่อไป

ขั้นตอนของการรวมพรรคจะเริ่มขึ้นจากการประชุมพรรครวมชาติพัฒนาเพื่อขอมติเปลี่ยนชื่อพรรคมาเป็น “ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินจะดำเนินให้ สส.และสมาชิกพรรคทยอยลาออกจากพรรคหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา เรียกว่าเป็นกระบวนการถอดตัวไปสวมหัวใหม่

โดยการดำเนินการลักษณะนี้จะประหยัดขั้นตอนทางกฎหมายได้มากกว่าการรวมพรรคหรือการจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพราะถ้าเลือกใช้วิธีการควบรวมพรรคจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่พรรคการเมือง และมีการจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองที่ได้ทำการควบรวมกัน และแจ้งต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550

ขั้นตอนที่ยุ่งยากแบบนี้เองที่ทำให้จะไม่ทันต่อการสร้างความนิยมของพรรคในการเลือกตั้ง เพราะติดปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

เมื่อสามารถรวมพรรคกันได้เร็วเท่ากับว่าโอกาสปักธงในสนามเลือกตั้งย่อมมากขึ้น แน่นอนว่าพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคนี้อยู่ที่ จ.นครราชสีมา โดยตอนนี้มี สส.ในโคราชรวมกัน 10 คน จาก สส.นครราชสีมาทั้งหมด 16 คน

แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงในจังหวัดนี้ของทั้งสองพรรคมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก เป็นการการันตีในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งรอบหน้าจะได้ สส.ในจังหวัดนี้มากกว่าพรรคอื่นแน่นอน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ยังได้คำนวณจากฐานการเมืองอื่นๆ ที่เพื่อแผ่นดินได้ไปทำทางเอาไว้บางส่วนแล้วในภูมิภาคอีสานเหนือ เช่น อุบลราชธานี หนองคาย นครพนม หรือแม้แต่ จ.บึงกาฬ รวมไปถึงหวังเล็กๆ จาก สส.บัญชีรายชื่ออีกจำนวนหนึ่ง เบ็ดเสร็จมีการคำนวณว่าจะได้ สส.ระดับ 1520 คนเป็นอย่างน้อย

ตัวเลขดังกล่าวเพียงพอกับการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อเข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคตได้ไม่ยากเย็นนัก ถ้าทำได้ตามนี้พรรคนี้จะได้รัฐมนตรีราว 45 คน ตามสูตร 5 สส. = 1 รัฐมนตรี บนแนวทางที่ได้วางกันเอาไว้มาโดยตลอด

ถือว่าเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของพรรคขนาดกลางอยู่แล้วที่ต้องการรักษาระดับ สส.เอาไว้ให้ได้ระดับนี้ เพื่อเป็นความชอบธรรมสำหรับการเข้าร่วมรัฐบาล

เพราะฉะนั้น ปรากฏการณ์การรวมของพรรคขนาดกลางกำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนว่า พรรคการเมืองขั้วใหญ่สองไม่สามารถดูแคลนพรรคขนาดกลางได้อีกต่อไป เพราะถ้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสองขั้ว คือ “เนวินบรรหาร” และ “สุวัจน์3พี” สามารถเป็นพันธมิตรได้หลังจากความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะมาจากขั้วที่ 3 ย่อมมีมากขึ้น

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69