
ชี้ขาดกฎหมายลูก ผ่านฉลุยสู่เลือกตั้ง
การเมืองไทยจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอนเมื่อกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ผ่านขั้นตอนทางนิติบัญญัติ เพื่อให้เสียงประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ....
การเมืองไทยจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอนเมื่อกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ผ่านขั้นตอนทางนิติบัญญัติ เพื่อให้เสียงประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
วันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งเข้าไปทีละก้าวหลังจาก 3 เงื่อนไขในการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ได้บรรลุไปแล้วครบทุกข้อ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การสร้างความสงบสุข การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
เมื่อเงื่อนไข 3 ประการได้บรรลุแล้วการเลือกตั้งก็เหลือเพียงแค่เอื้อมเท่านั้น โดยขณะนี้เหลือเพียงแค่ขั้นตอนธุรการเท่านั้น คือ การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. 2.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 3.พรรคการเมือง
โดยเจตนารมณ์ที่ต้องมีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขไปแล้วในส่วนของจำนวน สส.และระบบเลือกตั้งมาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน รวม 500 คน
ความจริงแล้วรัฐบาลเองไม่ต้องการให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวโดยมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ได้ออกข้อกำหนดให้ กกต.ออกระเบียบเลือกตั้งได้ แต่เกิดกระแสต่อต้าน โดยเฉพาะ สดศรี สัตยธรรม กกต.ว่าอาจจะถูกฟ้องร้องในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้กฎหมายลูก 3 ฉบับเข้าสภาเพื่อรองรับอำนาจจัดการเลือกตั้งของ กกต.อย่างถูกต้องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
กระบวนการแก้ไขกฎหมายลูก 3 ฉบับ ได้เดินหน้าไปร่วมสัปดาห์ ซึ่งในวันที่ 7-8 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวาระ 2-3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป
เนื้อหาสาระสำคัญที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญได้แก้ไขอยู่ที่การเพิ่มบทบัญญัติมาตรา 9/1 กำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้งมีเพียง 1 วันเท่านั้นทั่วประเทศทุกเขตเลือกตั้ง และกำชับให้คำนึงถึงความสุจริตและเที่ยงธรรม จากเดิมที่ กกต.กำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าถึง 2 วัน จนที่มาของการเรียกร้องให้มีการแก้ไข เพราะง่ายต่อการทุจริตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการระบุในมาตรา 6/2 ให้ กกต.ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับแบ่งเขตเลือกตั้ง นอกจากนี้ มาตรา 41 บัญญัติให้บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ อย่างเป็นธรรม และต้องคำนึงถึงโอกาส สัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย
ขณะเดียวกัน กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ การกำหนดระยะเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งควรเป็นเวลาเดียวกับวันเลือกตั้งเพื่อป้องกันการสับสนของประชาชน เช่น ถ้าวันเลือกตั้งกำหนดไว้ระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. วันเลือกตั้งล่วงหน้าก็ควรกำหนดเวลาลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งอีกครั้งในอนาคตควรพิจารณาขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งออกไปเพิ่มเติมเป็นเวลา 08.00-16.00 น. เพื่อเปิดโอกาสในการขยายการใช้สิทธิให้แก่ประชาชน พร้อมกับควรส่งเสริมให้สตรีเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองให้มากขึ้น โดยควรพิจารณาจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองเป็นพิเศษที่มีสตรีลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 30%
การพิจารณาของสภาในสัปดาห์นี้ถือว่าต้องลุ้นระทึก เพราะมีผลต่อปฏิทินการเมืองที่นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศจะยุบสภาต้นเดือน พ.ค.
ถ้าที่ประชุมสภาสามารถเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ ในวาระ 3 ได้ทัน การยุบสภาก็จะเป็นไปตามกรอบเวลา และไม่แน่ก็อาจยุบเร็วในปลายเดือน มิ.ย.ก็ได้ แต่ถ้าสภาพิจารณาไม่เสร็จเพราะปัญหาองค์ประชุม การยุบสภาต้องยืดออกไป
ความล่าช้าที่น่าจะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ที่สุดมาจากตัวของ สส.เอง หลังจากที่เพิ่งสร้างผลงานด้วยทำให้องค์ประชุมสภาล่มติดต่อกันถึง 3 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว ทำให้เกิดการประหวั่นวิตกกันว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยหรือไม่
เพราะขั้นตอนการพิจารณาในวาระ 2 ของกฎหมายทั้ง 3 ฉบับเป็นการพิจารณาทีละมาตรา และถ้ามีส่วนมาตราไหนที่ กมธ.และ สส.ผู้เสนอคำแปรญัตติมีความเห็นไม่ตรงกันก็ต้องตัดสินด้วยการลงมติของที่ประชุมสภา
ตรงนี้เองที่น่าเป็นห่วงว่าการควบคุมเสียงในสภาของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร ถ้าผิดพลาดขึ้นมาองค์ประชุมไม่ครบต้องปิดการประชุมและต้องเลื่อนออกไปกระเทือนถึงกำหนดวันยุบสภาแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่การพิจารณากฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย โดยมี สส.|เสนอคำแปรญัตติเพียง 6 คน และเป็นเฉพาะในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เท่านั้น
ส่วนที่เหลืออีก 2 ฉบับ ไม่มีการเสนอคำแปรญัตติเข้ามา ทั้งๆ ที่โดยปกติฝ่ายค้านมักจะเสนอคำแปรญัตติเข้ามาจำนวนมากเพื่อขอใช้สิทธิในการอภิปราย
เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าฝ่ายการเมืองทุกพรรค ทุกกลุ่ม ทุกก๊วน พร้อมแล้วที่จะให้การเมืองไปสู่ปลายทางการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การพิจารณาของสภาผ่านไปอย่างไม่มีอุปสรรคมากนัก เพื่อส่งไม้ต่อให้วุฒิสภาเห็นชอบต่อไป
หากสภาพิจารณาทั้งสองวาระเสร็จสัปดาห์นี้ วุฒิสภาจะนำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาทันทีในวันที่ 11 เม.ย. และเมื่อเรื่องถึงวุฒิสภาแล้วก็ไม่มีเหตุที่สภาสูงจะคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ แต่อย่างใดเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเท่ากับเป็นการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง
เท่ากับว่าปี 2554 การเมืองไทยจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอนเมื่อกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ผ่านขั้นตอนทางนิติบัญญัติ เพื่อให้เสียงประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ และเป็นการยากหากใครจะมาล้มการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะไม่ต่างอะไรกับการทำให้ประเทศต้องเข้าสู่วิกฤตอีกครั้ง







