posttoday
เด็กร่อนเร่พุ่งแตะ30,000 กทม.เยอะสุด

เด็กร่อนเร่พุ่งแตะ30,000 กทม.เยอะสุด

02 เมษายน 2554

สสค.เปิดสถานการณ์เด็กเร่ร่อนทั่วประเทศยอดพุ่ง 30,000 คน พบยอดเด็กสลัมกทม.สูงสุดในแหล่งสะพานพุทธ คลองเตย ธัญญบุรี พร้อมชูโมเดลกลุ่ม “ซ.โซ่ อาสา” ครูอาสาผนึกกำลังชุมชน ต้นแบบ “การดูแลเด็กสลัมก่อนเกิดความเสี่ยง” ย้ำ “ทุกคนมีส่วนร่วมกับการศึกษาได้” (ALL FOR EDUCATION)

สสค.เปิดสถานการณ์เด็กเร่ร่อนทั่วประเทศยอดพุ่ง 30,000 คน พบยอดเด็กสลัมกทม.สูงสุดในแหล่งสะพานพุทธ คลองเตย ธัญญบุรี พร้อมชูโมเดลกลุ่ม “ซ.โซ่ อาสา” ครูอาสาผนึกกำลังชุมชน ต้นแบบ “การดูแลเด็กสลัมก่อนเกิดความเสี่ยง” ย้ำ “ทุกคนมีส่วนร่วมกับการศึกษาได้” (ALL FOR EDUCATION)

 

เด็กร่อนเร่พุ่งแตะ30,000 กทม.เยอะสุด

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 2 เมษายน ณ ชุมชนตึกแดง เขตบางซื่อ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดตัวโครงการ “เด็กไทยคืนห้อง (เรียน)” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา และประชากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพรวม 13.8 ล้านคนทั่วประเทศ เปิดโมเดลครูอาสาสมัคร “ซ.โซ่ อาสา” ชูพลังภาคประชาคมร่วมยกระดับการเรียนรู้ (ALL for Education)

น.พ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค.กล่าวว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในปัจจุบันพบว่า มีกลุ่มเด็ก เยาวชนที่ด้อยโอกาสทางสังคม รวมถึงกลุ่มแรงงานขั้นต่ำ จำนวนถึง 13.8 ล้านคน จำแนกได้ 5 กลุ่มหลักคือ 1) กลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา จำนวน 2-3 ล้าน 2) เด็กพิการทางกายและทางการเจริญทางสมอง จำนวน 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของเด็กในระบบการศึกษาที่มีอยู่ประมาณ 14-15 ล้านคน 3) เด็กชนบทห่างไกล จำนวน 1.6 แสนคน 4) เด็ก เยาวชนที่ต้องคดี จำนวน 50,000 คน และอีกจำนวน 10,000 คน ที่จะพ้นการควบคุมและต้องการพัฒนาทักษะอาชีพในทุกปี และ 5) กลุ่มแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จึงจำเป็นต้องการพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มรายได้ จำนวน 8.8 ล้านคน

นพ.สุภกร กล่าวว่า กลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมเหล่านี้ จึงถือเป็นภารกิจสำคัญที่สสค.จะเร่งแก้ไขปัญหา โดยได้จัดทำโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพให้เด็กเยาวชนด้อยโอกาสสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านแนวทางดำเนินงานที่สำคัญคือ 1. การศึกษาข้อจำกัดของกลไกการทำงานที่มีอยู่ เพื่อนำสู่การปลดล็อคระบบและแก้ไขปัญหา ด้วยการประสานในทุกหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องดำเนินนโยบายอย่างมีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. สนับสนุนให้เกิดพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำสู่การขยายผลในการทำงานอย่างยั่งยืน และ 3. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อติดตามดูแล

“กรณีกลุ่มซ.โซ่ อาสา ถือเป็นการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการดูแลเด็กแร่ร่อนในกทม. ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน ซึ่งพบว่า ยังมีเด็กเร่ร่อนอีกจำนวนมาก กระจายอยู่ตามเขตเมืองต่างๆ ถึง 30,000 คน ที่ยังขาดระบบจัดการดูแลอย่างทั่วถึง โดยพบว่าแหล่งชุมชนแออัดที่มีจำนวนเด็กเร่ร่อนมากที่สุดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร บริเวณสะพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ชุมชนคลองเตย ชุมชนรังสิต และชุมชนธัญญบุรี รวมทั้งตามเมืองขนาดใหญ่อย่างด่านแม่สาย จ.เชียงราย บริเวณโรงเกลือ จ.สระแก้ว บริเวณชุมชนข้างทางรถไฟ สวนรัก หอนาฬิกา จ.นครราชสีมา และบริเวณพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาครอบครัวแตกแยก ถูกทารุณกรรม บางส่วนออกมาเร่ร่อนเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว และหนีตามเพื่อนมาเร่ร่อน” นพ.สุภกร กล่าว   

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการสสค.กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในปี 2554 ผ่านมาตรการป้องกัน แก้ไข เยียวยา และประกันความมั่นคงในอนาคต ประกอบด้วย 1.กระจายความช่วยเหลือร้อยละ 10 ในกลุ่มเด็กยากจนเป็นพิเศษ เด็กพิการ สมาธิสั้น และเด็กไร้สัญชาติ และร้อยละ 20 ในกลุ่มเด็กชนบทห่างไกล และเด็กใน 3 จังหวัดภาคใต้ 2.เข้าช่วยเหลือกลุ่มเด็กแม่วัยรุ่นจำนวน 1 แสนคนและเด็กต้องคดี 5 หมื่นคน/ออกจากสถานพินิจอีกหมื่นคนได้ทั้งหมด 3.คัดเลือกโครงการนำร่อง 3-5 จังหวัดที่มีความเดือดร้อนเร่งด่วนเพื่อช่วยประชากรวัยแรงงานที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ และ 4.สำรวจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหามาตรการที่แก้ไขได้อย่างเหมาะสม

 “ปัญหาในสลัมมีหลักๆคือ ปัญหาเด็กเร่ร่อน ติดยา และเด็กในสถานพินิจ เด็กยากจนพิเศษ และแม่วัยรุ่น ตอนนี้เรารังแกเด็กด้วยความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรมในการศึกษา ผมอยากให้เรื่องเด็กไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล มีแต่ผู้ใหญ่ต้องทำงานเพื่อเด็กอย่างบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายคำตอบการศึกษาต้องอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น สสค.จึงมุ่งลงตรงไปยังหน่วยปฏิบัติที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด ภาพชุมชนครูปู่เป็นแค่เสี้ยวเล็กๆในปัญหาเด็กในสลัม มีกลุ่มแม่วัยรุ่น กระจายอยู่เต็มแผ่นดิน การพัฒนาแบบรวยกระจุกจนกระจาย ฉะนั้นการทำงานของสสค.จะเป็นการตอบโจทย์บ้านเมืองที่ถูกละเลยมานาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดของประเทศ เพราะเด็กที่ถูกละเลยสักคนก็สามารถสร้างปัญหาได้มาก ถ้าพวกเขาขาดศรัทธาในชีวิต หวังว่าสสค.จะทำงานให้สังคมได้ต่อเนื่องและหวังว่า การทำงานของสสค.จะเป็นงานที่ตอบโจทย์ที่ค้างคาใจในประชาชน ในใจพ่อแม่อีกมากมายต่อไป”

นายธีระรัตน์ ชูอำนาจ หรือครูปู่ ครูอาสาสมัครแกนนำกลุ่มซ.โซ่อาสาวัย 78 ปีกล่าวถึงการสอนเด็กสลัมกรุงเทพฯมาตลอด 12 ปีว่า ล่าสุดกรุงเทพมหานครได้ระบุว่า แค่เพียงสลัมในกทม.มีทั้งสิ้น 1,900 แห่ง ไม่นับหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ สำหรับบางซื่อมีสลัมมากถึง 51 แห่ง โดยมีปัญหาหลัก 3 กลุ่มคือ 1.เด็กยากจนพิเศษ 2.เด็กติดยาเสพติด/ยุวอาชญากรรม และ 3.แม่วัยรุ่น “ผมสอนอยู่ 3-4 แห่งในกทม. คือ 1.ชุมชนตรอกสาเก ริมคลอดหลอด 2.ชุมชนตึกแดง บางซื่อ 3.ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์ และ 4.สวนลุมพินี ขณะเดียวกันก็กำลังทำงานร่วมกับสสค.เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายเครือข่ายครูอาสาสมัครหน้าใหม่อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนการสอน เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า มีอาสาสมัครไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้การจัดสรรอย่างเหมาะสม การเรียนการสอนของกลุ่มซ.โซ่อาสา เน้นการใช้จริยธรรมสอดไส้ความรู้ คือ ไม่ได้มุ่งหวังให้ต้องเรียนเก่ง แค่เป็นเด็กดี รับผิดชอบตัวเองได้ ฉะนั้นอย่านึกว่าโซ่.ที่ครูอาสาช่วยกันจะทำจากเหล็กนะ โซ่นี้คือ ดวงใจของพวกเราที่ร้อยรัดเข้าด้วยกัน ผมหวังว่า โซ่เส้นนี้จะยาวขึ้นทุกๆวันเพื่อขยายกำลังในการช่วยเด็กสลัมทั่วประเทศ ต่อไปไม่ว่าคุณเป็นใครก็มีส่วนช่วยยกระดับการศึกษาได้”

นางอรุณศรี อินทร์อยู่ รองประธานคณะกรรมชุมชนตึกแดง บางซื่อ กล่าวว่า ชุมชนตึกแดงถือว่าเป็นเขตพื้นที่สีแดงพบปัญหายาเสพติด แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสจะรู้ว่า เด็กของเรานอกจากจะยากจนแล้ว ยังอ่านหนังสือไม่แตก เขียนหนังสือไม่ได้ โชคดีได้ครูอสาสาสมัครกลุ่มซ.โซ่อาสาที่เข้ามาช่วยให้เด็กของเราได้มีโอกาสได้เรียน จากที่เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวก็มีสัมมาคารวะมากขึ้น เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันชาวบ้านก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาเด็กในชุมชน จากเดิมลานโพธิ์ตรงนี้ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ก็มีคนหลายฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สร้างหลังคา มอบห้องสมุด หนังสือและโต๊ะเรียนให้ สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมช่วยเรื่องการศึกษาได้ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเด็กของเรา และดูแลชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ทำอย่างไรให้เด็กที่มีพ่อแม่ต้องหาเช้ากินค่ำก็มีคุณภาพชีวิตและการศึกษาที่ดีขึ้นได้ ตอนนี้เราก็มีพี่เลี้ยงจากเขตที่อยู่ฝ่ายพัฒนาชุมชนที่สื่อสารและเข้ามาให้คำแนะนำช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ ทำให้ค่อยๆช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคไปได้บ้าง

 

ข่าวล่าสุด

เผยเหตุ ! ลิเวอร์พูลปลด "สล็อท" หลังผลงานดิ่ง เล็ง "อิราโอลา" ทันที

เผยเหตุ ! ลิเวอร์พูลปลด "สล็อท" หลังผลงานดิ่ง เล็ง "อิราโอลา" ทันที