posttoday
การเมืองกระชากลากถู งบประมาณปี 55 ยืดเยื้อ

การเมืองกระชากลากถู งบประมาณปี 55 ยืดเยื้อ

31 มีนาคม 2554

ความคลุมเครือทางการเมืองอาจทำให้เส้นทางการอนุมัติงบประมาณปี 2555 อาจมีปัญหาจนถึงขั้นล่าช้าไปไกลกว่าสิ้นเดือน ก.ย. 2554....

ความคลุมเครือทางการเมืองอาจทำให้เส้นทางการอนุมัติงบประมาณปี 2555 อาจมีปัญหาจนถึงขั้นล่าช้าไปไกลกว่าสิ้นเดือน ก.ย. 2554....

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ความคลุมเครือทางการเมืองอาจทำให้เส้นทางการอนุมัติงบประมาณปี 2555 อาจมีปัญหาจนถึงขั้นล่าช้าไปไกลกว่าสิ้นเดือน ก.ย. 2554

มีการประเมินว่า หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาตามกำหนดคือต้นเดือน พ.ค. จะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน มิ.ย.

จากนั้นกว่าที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรับรองผล และกว่าที่จะมีการร้องเรียนแจกใบแดงใบเหลืองก็อีกนับเดือน

สุดท้ายกว่าที่รัฐบาลใหม่จะ “ฟอร์ม” คณะรัฐมนตรีทุกกระทรวงเสร็จก็ต้องใช้เวลาไปจนถึงเดือน ส.ค.แน่นอน

 

การเมืองกระชากลากถู งบประมาณปี 55 ยืดเยื้อ

ยังไม่นับรวมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกนานนับสัปดาห์ กว่าจะเริ่มขยับเขยื้อนประชุมสภาพิจารณางบประมาณปี 2555 ได้ก็เกือบสิ้นสุดปีงบประมาณ 2554 แล้ว

ผลกระทบกระเทือนที่สำคัญก็คือ การเบิกจ่ายเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะขาดช่วงไป อย่างน้อย 12 เดือน เช่น จากเดิมที่งบประมาณใหม่จะต้องเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค. ก็อาจเลื่อนไปเป็น พ.ย.ธ.ค.

โครงการที่รอเบิกจ่ายเงินอยู่ก็เดินหน้าไม่ได้ มีเพียงหมวดเงินเดือนและงบประจำเท่านั้นที่ยังสามารถดำเนินการได้ ซึ่งแทบจะไม่มีผลอะไรต่อเศรษฐกิจ

วงเงินงบประมาณปี 2555 รัฐบาลตั้งเอาไว้ที่ 2.25 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท โดยกำหนดการจัดเก็บรายได้สุทธิรวม 1.9 ล้านล้านบาท

ถ้าแยกตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล 6 ด้าน จะพบว่ายุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคมได้มากที่สุดถึง 7.62 แสนล้านบาท

รองลงมาคือยุทธศาสตร์การสร้างสังคมสมานฉันท์และความมั่นคงของประเทศ 3.86 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 3.33 แสนล้านบาท

ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.02 หมื่นล้านบาท และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคและท้องถิ่น 1.84 แสนล้านบาท สุดท้ายที่เหลือคือค่าดำเนินการภาครัฐ 5.31 แสนล้านบาท

เพื่อเข้าไปดูแบบลงลึกแล้วจะเห็นว่างบประมาณปี 2555 “จัดหนัก” ให้ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยแบบเต็มๆ

อย่างกระทรวงคมนาคมได้ไปเนื้อๆ 8.4 หมื่นล้านบาท กระทรวงกลาโหม 1.77 แสนล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 2.06 แสนล้านบาท

ส่วนหมวดของประชาธิปัตย์ พบว่า กระทรวงศึกษาธิการรับไป 4.1 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันยังตั้งงบกลางเอาไว้เป็นอำนาจเบิกจ่ายของนายกรัฐมนตรีอีก 2.89 แสนล้านบาท ส่วนกระทรวงการคลังมี 2.2 แสนล้านบาท

เรียกได้ว่าหากประชาธิปัตย์กลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมีเงินก้อนใหญ่ในมือให้บริหารประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยของ นายเนวิน ชิดชอบ คงไม่มีปัญหา เพราะอย่างไรก็ประกาศเป็นขั้วที่สาม ได้ร่วมรัฐบาลใหม่ค่อนข้างแน่นอนแล้ว

เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่กำงบประมาณในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 หมื่นล้านบาท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 7,000 ล้านบาทเอาไว้ในมือ

ดังนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงจึงไม่ใช่ฝ่ายการเมือง แต่เป็นประชาชนที่ต้องทนลำบากจากการไม่สามารถผ่านงบประมาณปีหน้าตามปฏิทินที่กำหนดไว้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นแค่นาฏกรรมทางการเมือง ที่เล่นผ่านเวทีการเลือกตั้ง เพื่อกลับเข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเงิน และยืนสู้เพื่ออยู่บนเวทีต่อไป

เพราะเหตุแห่งการยุบสภานั้นตามประเพณีแล้วต้องเกิดจากการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของพรรคร่วมรัฐบาล หรือรัฐบาลถูกคว่ำกฎหมายที่สำคัญ แต่เหตุผลที่นายอภิสิทธิ์อ้างนั้นคงไม่ใช่

เท่ากับว่าความพยายามรักษาสถานภาพทางการเมืองมีความสำคัญกว่าปากท้องชาวบ้านไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ