posttoday
รายได้พุ่งคลังหั่นเพดานกู้แสนล้าน

รายได้พุ่งคลังหั่นเพดานกู้แสนล้าน

04 กุมภาพันธ์ 2553

 กรณ์ปรับเป้า1.52ล้านล้านพบธุรกิจจ่ายภาษีเพิ่ม/มาร์คโวจีดีพีโต4.7%

โพสต์ทูเดย์ — รมว.คลังเผยจัดเก็บรายได้ปีนี้ส่อทะลุเป้า 1.7 แสนล้าน ลดปัญหาขาดดุลงบประมาณ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการจัดเก็บรายได้ปี 2553 เพิ่มขึ้นจาก 1.35 ล้านล้านบาท เป็น 1.52 ล้านล้านบาท หรือเพิ่ม 1.7 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวสะท้อนว่าความจำเป็นในการกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2553 จะน้อยลงไปกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2% ของจีดีพี ซึ่งหากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไป ความจำเป็นในการกู้จากเงินนอกงบประมาณก็จะน้อยลงไปด้วย

รมว.คลัง ยืนยันว่า การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการทำธุรกรรมและกำไรของนักธุรกิจ ไม่ได้เกิดขึ้นจากรายได้ของการปรับขึ้นภาษี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 48 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสสูงถึง 4.7% ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินไว้ โดยได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังแล้ว ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้

ปัจจัยที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 4.7% นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กำลังซื้อของเกษตรกร การส่งออก และการท่องเที่ยว ยังขยายตัวในอัตราค่อนข้างดีต่อเนื่อง จุดหลักอยู่ที่ปลายปีนี้ ว่าจะสามารถทำให้เอกชนเข้าลงทุนได้มากแค่ไหน

“สัญญาณที่ดีคือการใช้กำลังการผลิตซึ่งตัวเลขล่าสุดเกิน 70% แล้ว และบางอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นถึง 80% กว่า เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเห็นการลงทุนเข้ามา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันตัวเลขพื้นฐานต่างๆ เป็นไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะการส่งออก รัฐบาลกำหนดเป้าหมายว่าปีนี้จะขยายตัวถึง 14% จำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยติดลบ 2030% ปรากฏในเดือนธ.ค. 2552 เพิ่มขึ้นในเดือนเดียวถึง 1.6 ล้านคน อัตราการว่างงานปัจจุบันลดลงเหลือ 1% จากเดิมที่มีคนว่างงาน 8 แสนคน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ที่ 45 แสนคนเท่านั้น จึงถือว่าเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็เริ่มฟื้นตัวเช่นกัน

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขับเคลื่อน เศรษฐกิจจากนี้ไปคือ 1.การออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกนำ เข้าสู่การพิจารณาของครม.ภายในเดือนนี้ 2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สำรวจ จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินและแนวเขต 3.การดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินเพื่อเป็นการกระจายที่ดินและแก้ปัญหาเรื่องการถือครอง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีอุปสรรคสำคัญ 3 ด้าน คือ การแข่งขันที่รุนแรงทางเศรษฐกิจ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และความแตกแยกทางการเมืองที่ถือเป็นอุปสรรคอย่างมาก ซึ่งการจะแก้ไขก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมและประชาชนทุกภาคส่วนที่ต้อง ร่วมกันสร้างการเมืองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถทำให้การบริหารจัดการความแตกแยกทางความคิดเป็นไปอย่างมีระบบและ เสมอภาค โดยไม่มีความรุนแรง

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยธปท.ยังคงคาดการณ์จีดีพีปี 2553 ไว้ที่ 3.35.3% ตามที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนในปี 2552 คาดว่าจีดีพีหดตัวประมาณ 2.7%

สำหรับค่าเงินบาทในขณะนี้เริ่มอ่อนค่าลงบ้างแล้วจากช่วงต้นเดือนม.ค. 2553 ที่แข็งค่าขึ้นไปมาก โดยเงินบาทยังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับภูมิภาคซึ่งปรับตัวไปตามค่าเงินเหรียญสหรัฐ ส่วนการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศที่เพิ่งประกาศไปนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อสภาพคล่องภายในประเทศที่มีถึง 2 ล้านล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่