posttoday
การเชื่อมโยงการตลาดกับทรัพย์สินทางปัญญา

การเชื่อมโยงการตลาดกับทรัพย์สินทางปัญญา

30 มีนาคม 2554

เมื่อหลายวันก่อน ผู้เขียนได้เห็นหลักสูตรการอบรมของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

เมื่อหลายวันก่อน ผู้เขียนได้เห็นหลักสูตรการอบรมของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เมื่อหลายวันก่อน ผู้เขียนได้เห็นหลักสูตรการอบรมของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ที่ใช้หัวข้อว่า “บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ทำให้นึกถึงข้อเท็จจริงในปัจจุบัน บวกกับเสียงสะท้อนที่ผู้อ่านหลายท่านให้ความสนใจกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เขียนลงในคอลัมน์นี้ ทำให้เห็นว่าคนไทยมีความสนใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันมากขึ้น แต่ปัญหาหนึ่งที่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ทั้งหลายยังคงพบเจอไม่ว่าที่ผ่านมาในอดีตหรือปัจจุบัน ก็คือการขายสิ่งที่ตัวเองประดิษฐ์ไม่ได้

ประการหนึ่งที่ต้องยอมรับความจริง หรือต้องตระหนักไว้ก็คือว่า คนไทยในปัจจุบันมีความสามารถในการวิจัย พัฒนา และประดิษฐ์ คิดค้นสิ่งต่างๆ มากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก ดูตัวเลขสิทธิบัตรที่มีการยื่นขอกันที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปรียบเทียบกับที่ต่างชาติมายื่นขอ ก็จะทำให้ใจชื้นขึ้นมากว่ามีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นจากที่แทบจะไม่เห็นฝุ่นเลย ยิ่งถ้ารวมอนุสิทธิบัตรด้วยก็ยิ่งมีอัตราส่วนที่ดีขึ้นมาก คือประมาณ 45 : 54 หมายความว่า คนไทยยื่นขอจดสิทธิบัตรทั้งประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร 45% ขณะที่ต่างชาติยื่นขอจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร 54% นี่คือตัวเลขปีที่แล้ว

ส่วนสิทธิบัตรออกแบบนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นของคนไทยยื่นขอเสียร่วม 70% พูดง่ายๆ ก็คืออัตราส่วนระหว่างคนไทย : คนต่างชาติก็คือ 70:30 เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสริมในเรื่องของ Creative Economy อย่างมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่มาจากมันสมองของคนไทย ต้นทุนต่ำ และเป็นความถนัดของคนไทยด้วย ได้ข่าวว่ารัฐบาลจะให้การสร้างสรรค์นี้มีสัดส่วนถือ 20% ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ขอกลับมาเข้าเรื่องของการประดิษฐ์ดีกว่าก่อนที่ท่านผู้อ่านจะคิดว่ามาพูดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกแล้ว แถมจะไม่ตรงกับหัวข้อที่วางไว้ด้วย

สำหรับข้อมูลที่ผู้เขียนอยากจะยกมาให้เห็นกันเล่นๆ อีก หรือจะจริงๆ ก็ได้ ก็คือตัวเลขของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เขียนเผอิญจำตัวเลขได้ว่ามีการยื่นขอจดสิทธิบัตรทุกชนิดไว้แค่ครึ่งปี 2553 อยู่ที่ 240 คำขอ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสะสมและเป็นตัวเลขเฉพาะที่ยื่นผ่านสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังไม่นับรายการที่ไม่ได้ผ่านสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะอาจเป็นการวิจัยที่คณะต่างๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรืออาจารย์ในคณะบางท่านดำเนินการเอง และยังไม่นับตัวเลขผลงานการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้มีการทำวิจัยและพัฒนา และผลิตผลงานออกมาค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ยังไม่นับที่เอกชนอิสระ หรือบริษัทใหญ่ๆ ของไทยบางบริษัทดำเนินการอยู่ การที่ผู้เขียนไม่ได้นำตัวเลขจากบริษัทเอกชนใหญ่ๆ มาดูด้วย ก็เพราะจะไม่เข้ากับปัญหาการตลาดที่นักประดิษฐ์ประสบอยู่ เพราะถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เขาดำเนินการวิจัย พัฒนาเอง หรือจ้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดำเนินการวิจัยและพัฒนา หรือร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าเขาย่อมมีตลาดอยู่แล้ว

ผู้เขียนเชื่อว่าตัวเลขผลงานการประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ นี้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต และจะเพิ่มรวดเร็วขึ้นถ้ารัฐบาลให้การสนับสนุนในด้านเงินทุนวิจัย โดยอาจมีเงื่อนไขที่ดีกว่าปัจจุบัน และให้รวมไปถึงการลงทุนทดลองตลอดไป จนถึงการทำแบบจำลอง หรือที่เรียกว่าโปรโตไทป์ (Prototype)

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ หากค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายที่สำนักนโยบายวิทยาสาตร์และเทคโนโลยีวางไว้คือ จาก 0.22 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็จะมีผลงานวิจัย และสิ่งประดิษฐ์ออกมาอีกมากมาย ซึ่งจะมีปัญหาตามมาว่าอาจจะทำให้ตัวเลขการขายผลงานวิจัยไม่ออกมีมากขึ้นไปอีก แน่นอนปัญหาการจดสิทธิบัตรยังคงมีอยู่มากมายและเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัย แต่คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะพูดในวันนี้

ประเด็นที่น่าเป็นกังวลนอกเหนือจากอุปสรรคการจดสิทธิบัตร ซึ่งผู้เขียนขอข้ามไปก่อนดังกล่าวแล้ว เพราะไม่อยากให้กระทบกระเทือนใคร ก็คือปัญหาการตลาด มีสิ่งประดิษฐ์ที่จดสิทธิบัตรได้แล้วจำนวนมากที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ (นี่ไม่ได้พูดถึงสิทธิบัตรขยะนะ แต่เป็นผลงานที่ดีมีประโยชน์) พูดง่ายๆ ก็คือ ขายไม่ได้

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พยายามตั้งตลาดกลางขึ้น คือมีการเปิด Website นำผลงานของสมาชิกมาขึ้น Web ไว้ แต่ก็มีผู้สนใจเข้าไปซื้อน้อยมาก ต้องเพิ่มเติมด้วยการจัดงานเป็นครั้งๆ เพื่อให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อ แต่ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ที่ผู้เขียนพอนึกออกและขอยกมาเป็นตัวอย่าง ได้แก่ ยาปิดแผลห้ามเลือดที่ทำจากข้าวเจ้า ซึ่งอันที่จริงเป็นการเพิ่มมูลค่าแก่ข้าวเจ้า แทนที่จะต้องส่งแต่ข้าวเจ้า และปัจจุบันยังต้องแข่งกับเวียดนามอีก หรือสารธรรมชาติที่ใช้ล้างสารเคมีและเชื้อโรคที่ติดมากับผักและผลไม้สด เป็นต้น มีราคาไม่แพง มีการทดลองในห้องทดลองแล้วผลที่ปรากฏออกมาดีมาก สามารถขจัดสารและเชื้อต่างๆ ที่ติดมากับผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาก็คือกรรมวิธีการผลิตที่ทำให้เกิดกลิ่นรบกวนชาวบ้านปัญหาและต้นทุนคงที่ในการลงทุนครั้งแรกที่ค่อนข้างสูง และถึงแม้ว่าจะยังไปไม่ถึงขั้นการผลิตในขนาดใหญ่เพื่อการค้า แต่เป็นเพียงการทดลองผลิตในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อดูการใช้จริงก็ยังมีปัญหา

ปัญหาการผลิตและการตลาดเหล่านี้น่าจะเกิดจากอะไร คงต้องไว้ขอต่อคราวหน้าอีกเช่นเคย

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน