posttoday
กระแสการออกไปลงทุนในต่างประเทศของไทย

กระแสการออกไปลงทุนในต่างประเทศของไทย

30 มีนาคม 2554

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ไม่เพียงเปิดโอกาสกว้างต่อการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ไม่เพียงเปิดโอกาสกว้างต่อการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น

โดย..อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ไม่เพียงเปิดโอกาสกว้างต่อการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น

แต่ยังส่งเสริมการขยายตัวทางการลงทุนระหว่างประเทศด้วย ซึ่งการลงทุนระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI : Foreign Direct Investment) ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกประการหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างทวีความสาคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนับเป็นผู้มีบทบาทต่อการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศอย่างยิ่ง โดยมีสัดส่วนเงินลงทุนเกินกว่า 80% มาโดยตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1980

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ได้เริ่มเกิดกระแสการออกไปลงทุนโดยตรงของบริษัทข้ามชาติในประเทศกำลังพัฒนา ที่เรียกว่า Third World MNEs อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ (Hill & Jongwanich, 2009) ซึ่งค่อนข้างขัดแย้งกับปรากฏการณ์ในอดีต ที่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มุ่งออกไปลงทุนในต่างประเทศมากนัก

นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ จีน มาเลเซีย ไทย และอินเดียก็ยังมีแนวโน้มออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงน่าจะสะท้อนนัยสำคัญบางอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญของตลาดโลก

 

กระแสการออกไปลงทุนในต่างประเทศของไทย

ในบทความนี้จะขอมุ่งเน้นไปที่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมากระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้า (ที่เรียกว่า FDI Inflow) และเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ที่เรียกว่า FDI Outflow) ของประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วิกฤตการณ์ค่าเงิน โดยที่ FDI Inflow และ FDI Outflow ต่างเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปี 1997 มาจนถึงปี 2006 แล้วกลับลดลงไปตั้งแต่ปี 2007 แต่ระดับ FDI Inflow และ FDI Outflow ยังคงอยู่สูงกว่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตการณ์ค่าเงิน

แม้ว่า FDI Inflow มีค่ามากกว่า FDI Outflow มาโดยตลอด แต่ในช่วงปี 2001 ที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ก็เกิดกระแสการออกไปลงทุนโดยตรง

เม็ดเงินที่ออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของบริษัทคนไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2001 เป็นประมาณ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2006 แต่ค่อยๆ กลับลดลงมาเหลือเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010

แนวโน้มดังกล่าวบ่งบอกว่า บริษัทคนไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดนัยคำถามสำคัญ 2 ประการ

หนึ่ง การออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเกิดขึ้นจากสาเหตุใด

สอง การออกไปลงทุนโดยตรงยังต่างประเทศมีข้อควรกังวลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศหรือไม่

ประเด็นแรกนั้น สาเหตุอาจแบ่งออกได้ 3 รูปแบบ คือ

(1)การออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ (ResourceSeeking) โดยไปลงทุนในประเทศที่มีความสมบูรณ์ในทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อทำให้สามารถซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในต้นทุนที่ต่ำสุดได้

(2) การออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาตลาด (MarketSeeking) คือรูปแบบการออกไปลงทุนในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ หรือตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตที่สูง โดยอาจมีเป้าหมายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิม หรือค้นหาตลาดใหม่ก็ได้

(3) การออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาประสิทธิภาพ (EfficiencySeeking) คือรูปแบบการออกไปลงทุนในประเทศที่มีความสามารถ หรือความถนัดในการผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของบริษัท

ทั้งนี้ รูปแบบการออกไปลงทุน อาจไม่ได้มีแรงจูงใจในลักษณะตายตัวอย่างชัดเจน อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับประเทศที่บริษัทเลือกออกไปลงทุนว่ามีปัจจัยแวดล้อมอย่างไร ยกตัวอย่าง บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ เลือกเข้าไปลงทุนโดยตรงในประเทศปาปัวนิวกินี ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบปลาทูน่าขนาดใหญ่ การเข้าไปลงทุนโดยตรงจึงมุ่งแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ในขณะที่บริษัท TUF ก็ได้เข้าไปตั้งโรงงานผลิตปลาทูน่ากระป๋องในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อแสวงหาตลาด และแสวงหาประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกัน

แม้ว่ารูปแบบการออกไปลงทุนโดยตรงยังต่างประเทศจะมีหลายรูปแบบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ล้วนมีจุดหมายเพียงอย่างเดียว คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีตลาดโลก ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่ค่าจ้างแรงงานไทยสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า

ประเด็นที่สอง หลายฝ่ายมักกังวลถึงการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ อาจส่งผลต่อการจ้างงานภายในประเทศ เนื่องจากเป็นเสมือนการปิดโรงงานภายในประเทศ แล้วย้ายโรงงานบริษัทคนไทยไปยังต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการโอนการจ้างงานภายในประเทศไทยไปสู่ต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า Job Export

แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทคนไทย อาทิ บริษัท TUF บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ และบริษัทเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา ก็แทบมิได้ประกาศปิดโรงงานภายในประเทศลงอย่างชัดเจน และยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสายการผลิตอีกด้วย

การออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศ อาจไม่ได้สร้างปัญหาการจ้างงานภายในประเทศมากนัก เนื่องจากฐานการผลิตภายในประเทศ และฐานที่ย้ายออกไปยังต่างประเทศ อาจทดแทนกันไม่ได้ ดังนั้น การออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของบริษัทคนไทย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลที่เรียกว่า Job Export อย่างเต็มที่เสมอไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างมีแนวคิดส่งเสริมให้บริษัทคนไทยออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมากขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือบริษัทคนไทยรายใหญ่ไม่ได้มีความพร้อมต่อเรื่องดังกล่าวไปทุกราย

ดังนั้น ภาครัฐจึงควรตั้งหน่วยงานกลางเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่บริษัทคนไทยที่จะออกไปลงทุนโดยตรงยังต่างประเทศ (เช่น ข้อมูลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และพื้นที่เหมาะสมในการตั้งโรงงาน) และอาจต้องมองไปไกลถึงการแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพื่อลดภาระต้นทุนในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น การลงนามสนธิสัญญาภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศที่มีแนวโน้มเป็นฐานการลงทุนของบริษัทคนไทยได้ในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69