
หนี้สาธารณะ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ผมขอพูดถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน
ผมขอพูดถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน
โดย... สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมขอพูดถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีกครั้ง เพราะยังมีเรื่องคาใจที่อยากจะพูดถึง
ประเด็นที่ว่า ได้แก่ ประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของประเทศจำนวนกว่า 4.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้เองโดยตรงประมาณ 3 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นหนี้ที่รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นรวมทั้งกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงินกู้
หนี้สาธารณะคือ หนี้ของประชาชน เพราะท้ายที่สุดเงินที่รัฐบาลนำไปจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย คือ เงินภาษีของประชาชน รัฐบาลคงไม่มีทางสร้างรายได้อื่นขึ้นมาคืนหนี้จำนวนมหึมานี้ และถ้าถึงขนาดต้องไปกู้เงินมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้วคงเลิกพูดกัน
เพราะฉะนั้น ประชาชนทุกคนจึงมีสิทธิเป็นห่วงว่าหากเกิดปัญหาหนี้สาธารณะท่วมท้น เศรษฐกิจของประเทศชาติอยู่ในสภาวะล้มละลายหรือใกล้ล้มละลาย ตนเองและครอบครัวจะดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุขได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เมื่อทราบว่าพรรคฝ่ายค้านจะนำเรื่องหนี้สาธารณะเข้ามาอภิปรายในรัฐสภาหลายคนรวมทั้งผมเองด้วย ก็คอยเฝ้ารับฟังอย่างใจจดใจจ่อว่า ฝ่ายค้านจะนำประเด็นอะไรขึ้นมาถาม และฝ่ายรัฐบาลจะชี้แจงว่าอย่างไร ที่จะทำให้ประชาชนหายห่วงในประเด็นที่พูดถึงข้างต้น
พูดตรงๆ ครับว่า ผมค่อนข้างผิดหวังกับทั้งคำถามและคำตอบของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพราะทั้งคำถามและคำตอบไม่ช่วยทำให้ผมหรือท่านผู้อ่านประเทืองปัญญาขึ้นกว่าก่อนหน้าการอภิปราย
ทำไมถึงพูดอย่างนี้ ที่พูดอย่างนี้เพราะถ้าวิจารณ์คำอภิปรายไม่ไว้วางใจ ของฝ่ายค้านแล้ว ต้องบอกว่า เป็นคำอภิปรายที่ไม่ทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามที่ประชาชนเป็นห่วง
ฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาลว่า เป็นรัฐบาลที่ก่อหนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์การก่อหนี้ของประเทศ กู้มาโกง กู้เพื่อเอามาใช้ทำโครงการสารพัดประชานิยมเพื่อหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง
พูดอย่างนี้ก็เข้าทางรัฐบาล รัฐบาลก็หยิบเอาตัวเลขทั้งหลายมาอ้างว่า ถึงจำเป็นต้องก่อหนี้จำนวนมหาศาลอย่างที่ฝ่ายค้านกล่าวหา แต่การก่อหนี้ก็ยังอยู่ในขอบเขตการก่อหนี้ ตามวินัย การคลังเห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 43 ไม่ถึงร้อยละ 60 ที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์การก่อหนี้สูงสุด สัดส่วนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ ถึงจะก่อหนี้ ก็ก่อหนี้รายได้กฎ กติกา มารยาท ที่กำหนดส่วนข้อกล่าวหา ก็มาโกง ตราบเท่าที่ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่มีใบเสร็จ หรือแม้แต่จับได้มั่นมีใบเสร็จแล้ว ก็ยังต้องพิสูจน์ต่อว่า เป็นใบเสร็จปลอมหรือใบเสร็จจริง ถ้าเป็นใบเสร็จจริงยังเป็นการกระทำความผิดโดยสุจริตอีกหรือไม่ ก็ว่ากันขึ้นก่อนหน้าการอภิปราย
ทำไมถึงพูดอย่างนี้ ที่พูดอย่างนี้เพราะถ้าวิจารณ์คำอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแล้ว ต้องบอกว่าเป็นคำอภิปรายที่ไม่ทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามที่ประชาชนเป็นห่วง
ฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาลว่า เป็นรัฐบาลที่ก่อหนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์การก่อหนี้ของประเทศ กู้มาโกง กู้เพื่อเอามาใช้ทำโครงการสารพัดประชานิยมเพื่อหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง
พูดอย่างนี้ก็เข้าทางรัฐบาล รัฐบาลก็หยิบเอาตัวเลขทั้งหลายมาอ้างว่า ถึงจำเป็นต้องก่อหนี้จำนวนมหาศาลอย่างที่ฝ่ายค้านกล่าวหา แต่การก่อหนี้ก็ยังอยู่ในขอบเขตการก่อหนี้ ตามวินัย การคลังเห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 43 ไม่ถึงร้อยละ 60 ที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์การก่อหนี้สูงสุด สัดส่วนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ ถึงจะก่อหนี้ ก็ก่อหนี้รายได้ กฎ กติกา มารยาทที่กำหนด ส่วนข้อกล่าวหา ก็มาโกง ตราบเท่าที่ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่มีใบเสร็จ หรือแม้แต่จับได้มั่นมีใบเสร็จแล้ว ก็ยังต้องพิสูจน์ต่อว่าเป็นใบเสร็จปลอมหรือใบเสร็จจริง ถ้าเป็นใบเสร็จจริงยังเป็นการกระทำความผิดโดยสุจริตอีกหรือไม่ ก็ว่ากันไป
สำหรับข้อหาเรื่องกู้เงินมาทำนโยบายประชานิยมนั้น คำตอบมาตรฐานมีให้ใช้อยู่แล้ว สำหรับทุกรัฐบาล คือ ถ้าฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการประชานิยมโครงการไหน ก็ขอทำให้ประกาศจะออกมาว่า จะยกเลิกไม่ทำต่อไป แทนที่จะมากล่าวหากันให้เสียเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่ดีกว่าหรือ
ก็คงต้องถามตรงนี้ว่า พอจบการอภิปรายไปแล้วท่านผู้อ่านที่เป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ และวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติและเงินในกระเป๋าของตัวเองได้รับคำตอบที่ทำให้สบายใจขึ้นหรือไม่
ถ้าท่านเชื่อฝ่ายค้านว่า มาถึงวันนี้รัฐบาลได้ก่อหนี้สาธารณะไว้จนท่วมท้นแล้ว คงนอนไม่หลับ กลับไปบอกลูกบอกหลานให้เตรียมตัวใช้หนี้ที่คนรุ่นนี้ได้สร้างไว้ได้แล้ว
ถ้าท่านเชื่อรัฐบาลว่า มาถึงวันนี้ถึงรัฐจะก่อหนี้ไว้สูงมหาศาลก็จริง แต่ยังอยู่ในขอบเขตการก่อหนี้ภายใต้วินัยการคลัง เศรษฐกิจไทยจะรุ่งโรจน์ชัชวาลต่อไป เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยหนี้กลับบ้านแล้ว รีบไปสั่งจองรถยนต์ญี่ปุ่นที่หมายตาไว้ เพราะต่อไปนี้คงต้องใช้เวลารอคอยการส่งมอบรถ เพราะปัญหาแผ่นดินไหวและสึนามิทำให้โรงงานผลิตอะไหล่ในญี่ปุ่นส่งอะไหล่มาป้อนโรงงานในต่างประเทศไม่ได้ ทำให้ระบบการผลิตแบบ Just–in–time กลายเป็นอัมพาต หรือไหนๆ มั่นใจอนาคตยอมกู้เงินมาซื้อใบจองให้รู้แล้วรู้รอดไปแบบสุดๆ ไม่ต้องเสียเวลา ก็เข้าท่าดี เพราะถ้าท่านเดือดร้อน ผมไม่ได้เดือดร้อนด้วย
สำหรับท่านและผมที่ไม่สนใจเรื่องของอดีตว่าใครเคยก่อหนี้ไว้มากกว่ากัน ไม่ได้สนใจเฉพาะปัญหาหนี้ในปัจจุบัน แต่อยากรู้อยากเห็นว่า ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเศรษฐกิจไทยโตขึ้นไม่ถึงร้อยละ 5 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 3 เพราะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงกว่าตัวเลขฐานที่นำมาใช้คำนวณการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ คือ ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่ประมาณ 83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยยังสามารถจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยปีละ 2 แสน ล้านบาท ได้ตามปกติหรือไม่ ถ้าไม่จะเป็นอย่าง
คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่เหนือความควบคุมดูแลของรัฐบาลไทย เช่น ภัยพิบัติอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โลกเกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะภัยสงครามประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะไม่สามารถแบกรับปัญหาหนี้สาธารณะขนาดมโหฬารได้อีกต่อไป เพราะถ้าหนี้ขนาดนี้เกิดขึ้นในประเทศอื่น คงล้มละลายไปนานแล้ว รัฐบาลจะดูแลเศรษฐกิจไทยและประชาชนคนไทยอย่างไร ในขณะที่มีหนี้อยู่แล้วกว่า 4 ล้านล้านบาท
ถ้าท่านผู้อ่านยังจำได้ประเทศไทยเอาตัวรอดจากปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 มาได้ เพราะรัฐบาลสมัยนั้นมีหนี้สาธารณะน้อยมาก จึงสามารถก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหึมากว่า 1.5 ล้านล้านบาท มาอุ้มสถาบันการเงินที่ล้มละลายได้
ตรงนี้สำคัญครับ ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าในอนาคต ถ้าปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นอีกครั้งรัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะช่องว่างที่จะกู้เงินเพิ่มเหลืออีกไม่มาก
ในทางวิชาการการที่ประเทศมีหนี้สาธารณะขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากไม่อาจใช้การใช้จ่ายเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เพราะมีหนี้สาธารณะอยู่มากแล้วเป็นตัวถ่วง
ถ้าท่านเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นในอนาคต ก็จบกันแค่นั้น แต่ถ้าท่านดำรงอยู่ในความไม่ประมาท ก็คงอยากถามผู้บริหารประเทศว่า มองปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต อย่างไร และมีแนวทางในการบริหารความเสี่ยงที่ว่านี้อย่างไร
เสียดายครับว่าในการอภิปรายที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมัวแต่ไปพูดกันเรื่องอดีตและปัจจุบัน ไม่มีใครพูดถึงอนาคต
ถ้าปัจจุบันมีปัญหา หนี้สาธารณะท่วมท้นแล้ว ผมรับรองว่าไม่ต้องเสียเวลาตั้งคำถามและตอบคำถามกันอยู่หรอกครับว่า รัฐบาลก่อหนี้มากเกินไปหรือไม่ เพราะคงเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่เป็นไรครับ ผมทำใจได้ เพราะมีอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยบอกผมว่าป่วยการคิดถึงเรื่องอนาคตเรื่องผลระยะยาว เพราะในระยะยาวทุกคนต้องตายอยู่แล้ว เชียร์ครับ







