
สภาเสียงแตกพิจารณาบันทึกเจบีซี
รัฐสภาเสียงแตก ฝ่ายค้าน เสนอให้ชะลอรับทราบเจบีซีจนกว่าศาลรธน.มีคำวินิจฉัย รัฐบาล ค้านไม่เห็นด้วยหวั่นไม่มีเครื่องมือเจรจาทวิภาคี แนะให้ลงมติรับข้อสังเกตกมธ.ไปก่อน แต่พร้อมรอศาลรธน.วินิจฉัย
รัฐสภาเสียงแตก ฝ่ายค้าน เสนอให้ชะลอรับทราบเจบีซีจนกว่าศาลรธน.มีคำวินิจฉัย รัฐบาล ค้านไม่เห็นด้วยหวั่นไม่มีเครื่องมือเจรจาทวิภาคี แนะให้ลงมติรับข้อสังเกตกมธ.ไปก่อน แต่พร้อมรอศาลรธน.วินิจฉัย
ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณารายงานบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) จำนวน 3 ฉบับ ที่คณะกรรมการธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งค้างมาจากวาระการประชุมเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของการอภิปรายตั้งแต่เวลา 10.00น.เป็นต้นมาสมาชิกรัฐสภาได้มีความคิดเห็นออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องนี้เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกฝ่าย ต้องการให้รัฐสภาไทยพิจารณาเฉพาะในส่วนข้อสังเกตรายงานกมธ.วิสามัญที่มีนายเจริญ คันธวงศ์ สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานเท่านั้นแต่ไม่ต้องพิจารณาบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับเพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาขของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ข้อสังเกตของกมธ.ทั้ง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนตามเอ็มโอยูปี 2543 เป็นข้อตกลงที่จัดทำเพื่อแก้ปัญหาทวิภาคีและแสวงหาความร่วมมือโดยสันติ และเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้มีถ้อยคำใดแสดงว่า ไทยยอมรับแผนที่ระวางดงรัก 1 ต่อ 2 แสน และทางการไทยยังเคยทำหนังสือถึงทางการกัมพูชาไม่ยอมรับแผนที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551
2.การดำเนินการจัดทำหลักเขตแดน ที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงควรใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างจากเดิม เช่น การเจรจาแบบไม่เป็นทางการกับนายกฯกัมพูชา เพื่อให้ได้ข้อสรุปในระดับหนึ่ง ก่อนเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ
3.พื้นที่พิพาท คือ บริเวณปราสาทพระวิหาร ไทยควรเจรจาให้กัมพูชาเอาสิ่งปลูกสร้าง ประชาชน ทหารออกจากพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวพร้อมจัดทำหลักเขตแดน
4.กรณีที่ทางการกัมพูชา มักกล่าวหาว่า ไทยละเมิดเข้าไปดินแดนที่พิพาทกันอยู่นั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งคณะกรรมาธิการ เห็นว่า ผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยควรโต้แย้งต่อไปหากมีกรณีทำนองนี้เกิดขึ้นในอนาคต
5.ร่างข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหารฉบับล่าสุด ที่แนบบันทึกการประชุมเจบีซี ไทย-กัมพูชา วันที่ 6 เม.ย.2552 ที่กรุงพนมเปญ ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ และต้องเจรจากันต่อไป ดังนั้น หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราว กับบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ มิได้ขอความเห็นชอบแต่อย่างใด
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการพิจารณาเฉพาะรายงานของกมธ.เพราะเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเขตแดนซึ่งอยู่ในบันทึกการประชุมเจบีซี ดังนั้น ควรให้ยุติเรื่องนี้ไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาว่าบันทึกการประชุมเจบีซีเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการดำเนินการอันเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญรัฐสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ในการแยกเรื่องพิจารณาได้ตามข้อเสนอของรัฐบาล
“โดยปกติแล้วรัฐบาลสามารถดำเนินการตามข้อสังเกตของกมธ.ได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องอ้างมติของรัฐสภา ทางที่ดีเมื่อเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรมนูญกำลังพิจารณา รัฐบาลและรัฐสภาควรชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปก่อน” นพ.ชลน่าน กล่าว
นายวิทยา แก้วภารดัย ประธานคณะกรรมประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า มีความจำเป็นที่ต้องแยกเรื่องการพิจารณาออกมาโดยหากรัฐสภามีมติรับทราบข้อสังเกตจะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลในการดำเนินการไปเจรจาทวิภาคีเพื่อกดำเนินการปักปันเขตแดนกับกัมพูชาต่อไป ส่วนบันทึกการประชุมเจบีซีก็สนับสนุนให้ยุติการลงมติไปก่อนเพราะตามธรรมเนียมปฎิบัติที่เคยทำกันหากมีเรื่องใดที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้วรัฐสภาจะหยุดเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับตัวบันทึกเจบีซีเมื่ออยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเห็นว่าคงไม่เหมาะสมที่จะพิจารณาต่อจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาล ขอให้เพื่อนสมาชิกทราบว่าการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติรัฐบาลต้องการใช้กลไกทวิภาคี หากไม่สามารถใช้กลไกทวิภาคีได้จะนำไปสู่ประเด็นที่เป็นพหุภาคีซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลาพิจารณาไม่นาน โดยคงทันกับการนำเรื่องกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาโดยอาจจะขอเลื่อนการประชุมเจบีซีกับกัมพูชาออกไปอีกเล็กน้อย ทั้งนี้ขอให้สภาพิจารณาไปตามปกติในการเห็นชอบกับกรรมาธิการหรือไม่เพื่อให้ส่งข้อสังเกตไปให้รัฐบาลดำเนินการ
“ขณะนี้เรื่องที่เสนอ คือขอให้สภารับทราบรายงานของกรรมาธิการไม่ใช่บันทึกการประชุมเจบีซี การรับทราบเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยมีความยินดีให้การดำเนินการเป็นไปตามกลไกทวิภาคีและอย่างไรเสียรัฐบาลต้องแจ้งต่อรัฐสภาภายใน 60 วันเพื่อให้รับทราบถึงการดำเนินการตามข้อสังเกตของกมธ. ส่วนบันทึกการประชุมเจบีซีจะเข้าหรือไม่เข้าที่ประชุมขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ชี้แจงว่า ได้ปรึกษากับคณะทำงานด้านกฏหมายของรัฐสภาและตรวจสอบข้อบังคับการประชุมรัฐสภาแล้วไม่พบว่าที่ประชุมรัฐสภาร่วมกันต้องชะลอเรื่องจนกว่าจะรอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแต่อย่างใด
“เมื่อกมธ.ศึกษามาแล้วรัฐสภาควรรับทราบ ส่วนข้อสังเกตรัฐสภาต้องลงมติเพื่อส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อสังเกตของกรรมาธิการต่อไป มั่นใจว่าข้อสังเกตเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงาน เมื่อสภามีมติรับข้อสังเกตรัฐบาลจะเร่งนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยด่วนและเมื่อมีข้อสรุปจะรีบแจ้งต่อรัฐสภาต่อไป” นายชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐสภาในเวลานี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรโดยเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายแสดงความเห็น







