เรื่องเล่าจากสาวไทย...ในกรุงโตเกียว
บุญธิดา อิโตะ เพื่อนคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขียนบอกเล่าบรรยายชีวิตความเป็นอยู่และความรู้สึกในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่เธอและคนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ...
บุญธิดา อิโตะ เพื่อนคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขียนบอกเล่าบรรยายชีวิตความเป็นอยู่และความรู้สึกในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่เธอและคนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ...
โดย...บุญธิดา อิโตะ
บุญธิดา อิโตะ เพื่อนคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขียนบอกเล่าบรรยายชีวิตความเป็นอยู่และความรู้สึกในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่เธอและคนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ...
วันนั้น บอกที่ทำงานว่าจะขอเข้าสาย เพราะเป็นวันที่โรงเรียนอนุญาตให้ผู้ปกครองไปดูเด็กๆ เรียนวิชาพลศึกษาได้ “ยังไงก็จะไม่ให้เกินบ่ายสอง” มันเป็นวันที่แสนธรรมดา และฉันก็ไปทำงานทันเวลา
ฉันทำงานอยู่โรงงานทำอาหาร ส่งให้ภัตตาคาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรอบๆ กรุงโตเกียว หลังจากที่พวกเรากำลังทำงานอยู่นั้น มีบางอย่างสั่นอยู่ตรงปลายเท้า ... แผ่นดินไหว
ที่ญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวบ่อยมาก เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่เราเรียกว่า The Ring of Fire “วงแหวนแห่งไฟ” นั่นเอง วงแหวนแห่งไฟ เป็นบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ความยาวรวมประมาณ 4 หมื่นกิโลเมตร และวางตัวตามแนวร่องสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก โดยมีภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนแห่งไฟทั้งหมด 452 ลูก และเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟคุกรุ่นอยู่กว่า 75% ของภูเขาไฟคุกรุ่นทั้งโลก
นั่นไง มันไหวบ่อยๆ จนเราชิน แต่คราวนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ มันแรงและนานมาก สั่นจนเกือบเหมือนจะกระชากเสาไฟฟ้าให้ล้มลงมาได้ตลอดเวลา
“ฉันกลัว” บ้านฉันที่เมืองไทยมันไม่เคยมีแผ่นดินไหว...วันนี้รถไฟฟ้าหยุดวิ่งเกือบจะทุกสาย ใครอยู่บ้านใกล้ก็เดินไป หลายคนเลือกที่จะเข้าไปซื้อจักรยานเพื่อปั่นกลับบ้าน มีคนมากมายเข้าไปต่อแถวซื้ออาหาร น้ำ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่มีภาพของการแย่งกัน ไม่มีโครถือโอกาสนี้ ก่อการร้าย หรือขโมยของ
ฉันพยายามติดต่อคนสำคัญ โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ แล้วเขาอยู่ตรงไหนของญี่ปุ่นก็ไม่รู้ ภาพของคลื่นยักษ์ซัดบ้าน และรถยนต์ลอยฟ่องเหมือนของเล่นเด็ก ติดแน่นอยู่ในสมอง ภาพนั้นทำให้หวั่นๆ ว่า เขากำลังขับรถไปหาลูกค้าแถวนั้นหรือเปล่า สักพักเขาก็โทร.มาบอกว่าปลอดภัยดี ตอนแรกนัดลูกค้าไว้แถวจังหวัดที่มีสึนามิ แต่ลูกค้ายกเลิก โชคดี ใช่ ถ้าไม่มีเขา เราจะอยู่กันยังไงสองคน “ฉันโชคดี”
ปัญหามันยังไม่จบ เรามีสิ่งหนึ่งที่ยังต้องให้กังวลต่อ ... โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียกำลังจะระเบิด ไม่สิ มันระเบิดไปแล้ว คนตัวโตก่นด่ากับทีวีที่บ้าน “ไปตายซะ บอกอยู่ได้ว่าไม่อันตราย ไม่เห็นทำอะไร” เฮ้อ... เขาบ้าการเมืองเหมือนฉัน และมักมีอารมณ์อยู่เสมอกับความไร้ปัญญา และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง อืมม ... อย่างน้อยเขาก็ได้เลือกมา ถ้าไม่พอใจ เขาก็เลือกกันมาใหม่ ไม่โวยวาย ไม่ประท้วง “บริหารไม่ได้ก็ลาออกไป” เขาน่าจะบอกแบบนี้ แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ ถ้ารัฐบาลห่วยๆ ล้มไปตอนนี้ ปัญหาใหม่มันก็ต้องตามมาอีก ตอนนี้ดูเหมือนประชาชนคนญี่ปุ่นจะไม่สนใจรัฐบาล แต่ส่งกำลังใจและความหวังทั้งหมด ไปที่ทหาร และอาสาสมัครกู้วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทน
“ไฟฟ้าอาจจะดับเพิ่มนอกจากเมืองที่แจ้งไว้” ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศจากรัฐมนตรีหน้าโง่บางคน ทำเอาคนโตเกียว อลหม่านไปทั้งเมือง มีภาพข่าว คนเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถไฟฟ้า ... ช่วงเวลาหัวค่ำวันนั้น ฉันกำลังไปเอาของที่เพื่อนฝากแอร์โฮสเตสมาให้ เรียกว่าโชคดีก็ได้ ขากลับมีรถไฟตามปกติ แต่ที่มันไม่เหมือนเดิมก็คือ จากรถไฟสายที่เคยแน่นที่สุดตอนเวลาประมาณสองทุ่ม กลับโล่งสนิท ธรรมดาเวลานี้ อย่าว่าแต่ได้นั่งเลย ที่ยืนยังไม่ค่อยจะมี สงสัยใครๆ พากันกลัวที่รัฐมนตรีออกมาบอกว่าอาจจะดับทั้งเมือง เลยพากันรีบกลับบ้านจนหมด บางคนรีบกระโดดขึ้นรถจนโดนประตูหนีบ
สิ่งที่อันตรายที่สุดตอนนี้ มันไม่ใช่ปริมาณสารกัมมันตรังสี แต่กลับกลายเป็นคนที่ พานิก (ตื่นเต้น สติแตก) แบบที่ฉันกำลังเป็นตอนนี้ คนแห่ไปซื้อกระดาษ เราหาซื้อมันไม่ได้ เพราะมีคนซื้อมากไป
ใช่แล้ว ตอนนี้ของในร้านสะดวกซื้อที่เคยมีอยู่เต็มตลอดเวลา มันเริ่มจะไม่เต็มเหมือนเดิม และหายไปจนน่าใจหาย เกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ประเทศที่ฉันคิดว่ายิ่งใหญ่ มันเหมือนเรากำลังอยู่ในสภาวะสงคราม ข้าวของเริ่มขาดแคลน ดูเหมือนคนจะเริ่มกักตุนอาหาร ไปร้านไหนก็ไม่มีของใช้ที่จำเป็นขาย แม้แต่กระดาษทิชชู ถ่านไฟฉายก็หาซื้อไม่ได้เลยสักร้าน
ในท่ามกลางความหวาดหวั่นและความวุ่นวาย ฉันมั่นใจว่าคนญี่ปุ่นไม่มีใครทำร้ายกัน ไม่ซ้ำเติมกัน ไม่มีขโมยตอนที่แผ่นดินไหว ไม่มีอะไรหาย นอกจากคลื่นยักษ์ที่พัดพาทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงไป ไม่มีร้านค้ากักตุนสินค้า แล้วถือโอกาสขายของแพงขึ้น แม้แต่คนที่เดือดร้อนจากสึนามิ เขาอดทน บางคนตายไปเพราะความหนาว เจ็บป่วยแต่ก็ยังอุตส่าห์บอกคนอื่นว่า ไม่ต้องเข้ามา พวกเราอยู่กันได้ ที่นี่มันยังอันตราย
เด็กนักเรียนมัธยมสมัครเป็นอาสาสมัครกู้ภัยช่วยผู้ใหญ่ บางคนบอกว่ามีญาติที่ยังตามหาไม่เจอ ก็เลยอยากมาช่วย ทำอะไรก็ได้ให้กำลังใจ ดูแลคนแก่ ดูแลเด็กๆ
ตอนนี้พวกเราในประเทศญี่ปุ่น พยายามประหยัดไฟทุกวัน ร้านสะดวกซื้อและห้างพากันปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น เพื่อให้คนที่นั่นได้มีไฟใช้
ถึงฉันจะเป็นคนต่างชาติ มีบ้านให้หนีกลับ ให้หนีตาย ... แต่ตอนนี้ ฉันยังไม่มีความคิดที่จะทิ้งเพื่อนและคนรักไปที่ไหน จนกว่าพวกเขาจะปลอดภัย


