posttoday
การเมืองแรกประกันรายได้เซ

การเมืองแรกประกันรายได้เซ

25 มีนาคม 2554

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 มี.ค.นี้ ธ.ก.ส.จะเสนอขอให้รัฐชดเชยรายได้จำนวน 3.04 หมื่นล้านบาท  

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 มี.ค.นี้ ธ.ก.ส.จะเสนอขอให้รัฐชดเชยรายได้จำนวน 3.04 หมื่นล้านบาท  

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 มี.ค.นี้ ธ.ก.ส.จะเสนอขอให้รัฐชดเชยรายได้จำนวน 3.04 หมื่นล้านบาท สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรในการปลูกข้าวเปลือกนาปรังรอบ 2 ปี 2553/2554 ที่คาดว่าจะมีข้าวที่เข้าโครงการประมาณ 11.2 ล้านตัน

การเมืองแรกประกันรายได้เซ

ข้อสรุปที่ว่านี้ถือเป็นการเคาะรอบที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้ามีม็อบชาวนาจากทั่วประเทศมาร้องเย้วๆ ตามสถานที่ราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงการคลังเพื่อขอให้รัฐปรับราคาและปริมาณการรับประกัน

จนในที่สุดได้ข้อสรุปเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐจะเพิ่มราคาประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2553/2554 ครั้งที่ 2 โดย 1.ข้าวหอมปทุม จาก 1.1 หมื่นบาทต่อตัน เป็น 1.15 หมื่นบาทต่อตัน

2.ข้าวเจ้า 1 หมื่นบาทต่อตัน เป็น 1.1 หมื่นบาทต่อตัน และ 3.ข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน เป็น1 หมื่นบาทต่อตัน

และให้เพิ่มปริมาณรับประกันจากครัวเรือนละ 25 ตัน เป็น 30 ตัน ซึ่งการเพิ่มราคาประกัน และปริมาณในการรับประกันครั้งนี้ ส่งผลให้มีเกษตรกรที่เข้าโครงการเพิ่มจากเดิมที่คาดว่าจะเข้าโครงการกว่า 8 ล้านคน เพิ่มเป็น 11.2 ล้านคน คาดว่าจะส่งผลให้รัฐต้องควักงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยเพิ่มจาก 1.91 หมื่นล้านบาท อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมกันเป็น 3 หมื่นล้านบาท

และเมื่อรวมกับการรับประกันรายได้ข้าวเปลือกนาปีอีก 2.85 หมื่นล้านบาท มันสำปะหลังอีก 2,433 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 5,637 ล้านบาท จะส่งผลให้รัฐบาลต้องเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อทำโครงการนี้มากถึง 6.56.6 หมื่นล้านบาท

ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประเมินโครงการประกันรายได้เกษตรกร รอบที่ 1 ปี 2552/2553 สิ้นสุดโครงการเดือน พ.ค. 2553 พบว่า มีเกษตรกรจดทะเบียนทั้งสิ้น 4.47 ล้านราย ทำสัญญา 4.09 ล้านราย คิดเป็น 91.62% ของผู้ที่จดทะเบียน มีการใช้สิทธิชดเชย 3.95 ล้านราย คิดเป็น 88.49% ของผู้ที่จดทะเบียน รวมเป็นเงินชดเชยทั้งสิ้น 3.64 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ จากผลการประเมินพบว่า โครงการมีหลักการ กระบวนการที่ดีช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับที่น่าพอใจ สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย

ขณะที่นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลยอมปรับราคาและเพิ่มปริมาณรับประกันต่อครัวเรือน เพราะเท่ากับเป็นการช่วยเหลือชาวนาที่ร่ำรวย

ขณะที่หลักการของโครงการนี้ต้องการช่วยชาวนาที่ยากจน จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณรับประกันต่อครัวเรือนอีก

“ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ชาวนาขออะไรรัฐบาลก็ให้ได้หมดแบบนี้ผิดหลักการ ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องปริมาณไม่ควรเพิ่มอีก เพราะเท่ากับไปช่วยชาวนาที่ร่ำรวยอยู่แล้วให้รวยขึ้น เรื่องขยายปริมาณไม่ควรทำ ขณะที่การขึ้นราคาประกันถือว่าพอรับได้ เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้น” นายสมชัย กล่าว

สำหรับเรื่องที่มีการตั้งประเด็นว่าทำโครงการประกันรายได้จะทำให้รัฐบาลไม่เหลือข้าวในสต๊อกเก็บไว้ในยามฉุกเฉินนั้น เห็นว่ารัฐไม่จำเป็นต้องสต๊อกข้าวเก็บไว้อยู่แล้ว

เพราะไทยถือเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวอันดับต้นของโลก ผลิตข้าวเองได้ตลอดไม่จำเป็นต้องสต๊อกไว้ การสต๊อกข้าวของรัฐเก็บไว้มีแต่จะสร้างความเสียหายทั้งเรื่องคุณภาพข้าวที่เสื่อมลงไป และเมื่อใดที่รับออกมาขายราคาข้าวจะตก เท่ากับรัฐเป็นคนทำให้กลไกตลาดบิดเบือนเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการทำโครงการประกันรายได้เป็นเรื่องดีที่รัฐไม่ต้องทุ่มงบประมาณออกไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกร แถมยังต้องเสียเงินเพื่อดูแลข้าวสต๊อกที่เก็บไว้มีแต่จะเสื่อมสภาพ และยังเสี่ยงกับปัญหาสต๊อกลมอีก

แต่ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การถูกพ่อค้าคนกลางรวมหัวกันกดราคารับซื้อข้าว ซึ่งขณะนี้มีการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวในราคา 1 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่รัฐรับจำนำที่ 1.15 หมื่นบาท ทำให้มีส่วนต่างที่รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยถึง 1,500 บาทต่อตัน แล้วไปขายต่อในราคาแพง ทำให้พ่อค้าคนกลางได้ประโยชน์ ขณะที่ชาวบ้านไม่เดือดร้อนเพราะรัฐจ่ายส่วนต่าง จนพ่อค้าวงในวงการค้าข้าวออกมาคาดว่า รัฐอาจต้องควักเงินจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้น เฉพาะข้าวนาปรังที่กำลังจะเข้า ครม.วันที่ 29 มี.ค.นี้ มากถึง 5 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญถ้ายังปล่อยให้การเมืองยังเข้าแทรกแซงการทำงานของฝ่ายปฏิบัติ แม้จะคำนวณราคากลางออกมาอย่างไร แต่การเมืองยังยอมให้ชาวบ้านกดดันเรื่องขอขึ้นราคาแล้ว

หลับหูหลับตาขึ้นราคาแบบไม่สมเหตุสมผลให้ แถมขยายปริมาณการรับประกันให้อีกเพื่อหวังคะแนนเสียง แบบนี้ถือว่า “โครงการประกันรายได้” ที่ต้องใช้เงินปีละ 67 หมื่นล้านบาทในวันนี้ ดูจะสุ่มเสี่ยงที่จะเจ็บตัวได้ไม่แพ้กับโครงการรับจำนำที่ผ่านๆ มา ที่ใช้เงินปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาทในการทุ่มซื้อสินค้าเกษตรจากชาวไร่ชาวนามาเก็บไว้ในสต๊อก จนกลายเป็น “มรดกหนี้” ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐยังใช้หนี้ ธ.ก.ส.ไม่หมดอีกกว่า 1 แสนล้านบาทนั่นปะไร

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน