
ยกเครื่อง 191 ปฏิบัติการกระชับเหตุร้าย
หมายเลข “191” ชัดเจนว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ตัวเลขนี่ไม่ใช่การใบ้หวย หรือให้เลขเด็ดเอาไปซื้อลอตเตอรี่กันแต่อย่างใด
หมายเลข “191” ชัดเจนว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ตัวเลขนี่ไม่ใช่การใบ้หวย หรือให้เลขเด็ดเอาไปซื้อลอตเตอรี่กันแต่อย่างใด
แน่นอนต้องเป็นตัวเลขสายด่วนของตำรวจ ที่คอยรับแจ้งเหตุเรื่องราวเดือดร้อนของประชาราษฎร์ทุกคน ที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เข้ามาแก้ไขปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฉกชิงวิ่งราว เหตุทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเหตุอาชญากรรมทุกรูปแบบ เมื่อประชาชนผู้ประสบเหตุยกหูโทรศัพท์ไปถึง “191” ต่างก็มีความคาดหวังต้องการให้ตำรวจยกหูรับสายรับแจงเหตุร้ายที่กำลังประสบอยู่เช่นกัน
แต่ระบบปฏิบัติการของเครือข่าย 191 หลายต่อหลายครั้งก็ประสบปัญหา เช่น โทร.ไปก็ไม่ติด ติดๆ ขาดๆ หรือติดก็ไม่มีคนรับ หรือรับก็ไม่มีใครมาระงับเหตุ ทุกปัญหาล้วนส่งผลกระทบต่อ “ความปลอดภัยของประชาชน” แทบทั้งสิ้น เพราะแม้แต่วินาทีเดียว ก็อาจจะตัดสินความเป็นความตาย หรือระงับยับยั้งความเสียหายได้เช่นกัน
ลองคิดดูเล่นๆ หากสาวๆ ที่เลิกจากงาน หรือกิจวัตรอันใดก็ตามแต่ ต้องกลับบ้านในยามวิกาล เดินทางเข้าซอยเปลี่ยว และมีโจรร้ายมุ่งประสงค์ที่ไม่ดีต่อตัวเองและทรัพย์สิน หากสาวเจ้าสังเกตเห็นแล้วโทร.แจ้ง 191 แต่ระบบเจ้ากรรมดันเกิดขัดข้อง ไม่ติดขึ้นมา คิดว่าหล่อนจะเป็นอย่างไร
แน่นอนว่า คงไม่มีใคร หรือน้อยคนนักที่จะสามารถจดจำ “หมายเลขโทรศัพท์ตรง” ของแต่ละโรงพัก แต่ละท้องที่ที่ประสบเหตุได้ เพราะแค่กิจวัตรประจำวัน การเล่าเรียน ก็ต้องกินพื้นที่ของมันสมองไปไม่น้อย หรือทำไมไม่จดไว้ในสมุดพกพา หรือบันทึกเบอร์โทรศัพท์ตรงไว้ในมือถือล่ะ??
เชื่อแน่ว่าคำถามดังกล่าวคงมีคำตอบอยู่แล้วว่า “คงไม่มีใครทำ” เพราะเรามีสายด่วน 191 ไว้คอยใช้บริการอยู่แล้ว แต่วันดีคืนดีเกิดระบบขัดข้อง อันนี้ก็ต้องแล้วแต่บุญแต่กรรม เพราะแน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจคงไม่ทราบเรื่องเป็นแน่
เมื่อเรื่องราวมันแดงโร่ ผู้หลักผู้ใหญ่ของสายตำรวจอย่าง “บิ๊กน้อย” พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทราบเรื่อง ก็ต้องเข้ามาปฏิวัติระบบสายด่วน 191 เสียใหม่ ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมกับที่งบประมาณของเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละปีที่มีอย่างมหาศาล การปรับปรุงแค่นี้ย่อมถือว่า “จิ๊บจ๊อย” และแน่นอนต้องปรับกันทั่วประเทศ จะเอาแต่เฉพาะพื้นที่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะโจรมันชุกชุม และมีอยู่แทบจะทุกพื้นที่ตารางนิ้วของเมืองไทย
แต่ปัญหาดังกล่าว จะโทษระบบ หรือโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะที่ผ่านมา หลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ประชาชนแจ้งเข้ามา “กลับเป็นการโกหก” หรือแจ้งเหตุอย่างมั่วๆ แจ้งเหตุเท็จบ้าง ก่อกวนเจ้าหน้าที่ ทำให้การทำงานก็ยิ่งยากมากขึ้น ตำรวจก็ต้องตรวจสอบเช่นกันว่า เหตุที่แจ้งของจริงหรือของปลอมกันแน่ ทำให้ส่งผลต่อการปฏิบัติงานด้วย และพวกมือบอนเหล่านี้ ระวังให้ดี หากจับได้ “คุก” อย่างเดียว
“ต้องปรับแล้วครับ ปล่อยไว้อย่างนี้ประชาชนลำบาก เจ้าหน้าที่ก็ทำงานยากยิ่งขึ้น อีกทั้งในแต่ละวันมีประชาชนโทร.แจ้งเหตุทางสายด่วน 191 เฉลี่ย 1.21.5 สาย โดยครึ่งหนึ่งพบว่าเป็นการแจ้งเท็จ หรือโทร.ป่วน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน เพื่อให้มีบทลงโทษกับผู้ที่โทร.เข้าไปป่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเด็ดขาด และต้องมีแผนในการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเมื่อเกิดเหตุแจ้งเรื่องเท็จ” พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. ที่รับคำสั่งจาก ผบ.ตร.มาชี้แจงให้ทราบ
สำหรับปัญหาการร้องเรียนเรื่องไม่มีเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์นั้น พล.ต.ต.ประวุฒิ บอกว่า สาเหตุเกิดจากกำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ กำลังหารือว่าจะใช้วิธีการให้เอกชนเข้าไปทำหน้าที่รับโทรศัพท์ หรือจัดตั้งศูนย์แจ้งเหตุระบบดิจิตอล เพื่อรับข้อมูล ก่อนส่งไปยังตำรวจท้องที่ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบให้การช่วยเหลืออย่างทันควัน
ที่ต้องปรับกันในระบบนี้ ปัญหาคืออะไรกันแน่ ฟังจากปากของนัท (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ และนามสกุล) หนุ่มออฟฟิศผู้หาเช้ากินค่ำ เขาเคยประสบเหตุที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เขาได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เสี่ยง นั่นคือการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น และเกรงว่า ลูกหลงจะมากระทบกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ และทางเดียวที่นัทจะหาทางออกได้ นั่นคือ “191” แต่ก็ดันมามีอุปสรรคจนได้
“ผมแจ้งไปแล้วไม่มีเจ้าหน้าที่รับสายครับ ผมโทร.ไปประมาณ 20 ครั้งได้ แต่ก็ไม่มีคนรับ แต่ตัวผมเอาตัวรอดกับเหตุการณ์นั้นมาได้ แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ตีกัน ผมเกรงว่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเหตุไว้ก่อนความสูญเสียจะได้ไม่เกิดขึ้น แต่ครั้งนั้นโชคดีไม่นานนักก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจผ่านมาเจอพอดี จึงรีบเข้าไปห้ามปราม แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่ง หากไม่มีสายตรวจมาเจอ อาจจะมีบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตได้” นัท เล่า
ครานี้ลองมาฟังเสียงของตำรวจที่ดูแลระบบ 191 กันบ้าง กับอุปสรรคนานัปการจากประชาชนที่ต้องการใช้บริการ แต่ก็ติดๆ ขัดๆ
พ.ต.อ.สรรค์พิสิฐ แย้มเกษร ผกก.ศูนย์วิทยุ 191 บอกว่า ปกติจะมีเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ผลัดละ 8 คน ตลอด 24 ชั่วโมง หากเป็นเวลาเร่งด่วน หรือมีเทศกาลงานสำคัญ ก็จะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ขึ้นไปอีก โดยใช้เวลาเฉลี่ยต่อการรับเรื่องราว 1 เรื่อง ไม่เกิน 1 นาที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกคนมีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
แต่ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ก็คือ กลุ่มที่ชอบโทรศัพท์เข้ามาแกล้งพนักงานตลอดทั้งวัน ทำให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่สามารถติดต่อ 191 ได้ทันท่วงที ” พ.ต.อ.สมนึก แสดงปัญหาให้ได้ทราบกัน
การปรับปรุงครั้งนี้ ถือเป็นอีกบริบทหนึ่งของหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ต้องปฏิวัติระบบการสื่อสารของ 191 เสียใหม่ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ตำรวจให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะสายด่วนต้อง “ด่วน” จริงๆ รับมือสถานการณ์ร้ายได้อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันคนมือบอน ปากบอน ก็อย่าโทร.หา 191 อย่างมั่วๆ ไม่งั้นเจอ “คุก” ชัวร์ !!!







