
รัฐติดกับดักเงินเฟ้อ
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 0.25% หรือจาก 2.25% เพิ่มเป็น 2.5%
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 0.25% หรือจาก 2.25% เพิ่มเป็น 2.5%
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 0.25% หรือจาก 2.25% เพิ่มเป็น 2.5%
ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาข้าวของแพงหลอกหลอนทุกครัวเรือน
เหตุผลของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่แถลงว่า การขึ้นครั้งนี้เกิดจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ถือเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ชัดถ้อยชัดคำ!!
เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการปรับไปแล้วถึง 3 รอบ จนเศรษฐกิจปั่นป่วนไปหมด
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจริงๆ แล้วไม่ได้ขึ้นสูงทะลุ 3% ไปมากจนทำให้เศรษฐกิจไทยถึงขั้นร้อนฉ่าหรือวิกฤต
ปกติแล้วการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปเพื่อดับความร้อนแรงของความต้องการ (ดีมานด์) ในระบบเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง
แต่ขณะนี้เงินเฟ้อเที่ยวนี้เกิดจากภาวะต้นทุนสินค้าและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนเกินควบคุม
ขณะที่สินค้าเกษตรราคาแพงระยับจากการบิดเบือนตลาด เพราะสินค้าสำคัญอย่างปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ถูกนำไปผลิตพลังงานทดแทน
ขณะที่สินค้าเกษตรอีกจำนวนหนึ่ง เช่น มะนาว ขาดแคลน เพราะภาวะความแห้งแล้งและพื้นที่เพาะปลูกเสียหายในช่วงอุทกภัยใหญ่
การขึ้นดอกเบี้ยเท่ากับเป็นการซ้ำเติมภาคประชาชนให้แบกรับภาระต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้น
ยิ่งขึ้นดอกเบี้ย ราคาสินค้ายิ่งแพง และเงินจะยิ่งเฟ้อหนัก
เรียกได้ว่ารัฐบาล กนง. และ ธปท. กำลังติด “กับดัก” ของภาวะเงินเฟ้อเข้าเต็มเปา
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 0.53% โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาน้ำมันและสินค้าที่ผันแปรตามฤดูกาล) ในเดือน ก.พ. 2554 ขยายตัว 1.45% เป็นผลกระทบมาจากราคาสินค้าหลายชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
นอกจากนี้ ในปี 2554 แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปก็มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากปี 2553 และการปรับเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการ พนักงานเอกชน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไว้จนถึงเดือน เม.ย.นี้ ในขณะที่ฐานะของเงินกองทุนน้ำมันฯ ทรุดลงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมดิบ ปุ๋ย และน้ำตาล อาจจะเสนอขอปรับราคาต่อกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระจนหน้าเขียว ซีดเซียว
โชคดีที่รายรับบุคคลธรรมดาในประเทศเพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนข้าราชการและหน่วยงานของรัฐในเดือน เม.ย. และมีความเป็นไปได้ที่ค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นได้อีก
รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะมีเงินสะพัดว่อนระบบ ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป
สศค.คาดว่าในปี 2554 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะขยายตัว 3.5% และ 2.5% ตามลำดับ
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะพุ่งไปอยู่ที่ระดับ 3%
นั่นหมายความว่า การประชุม กนง. อีก 2 ครั้งภายในกลางปีนี้ จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกระลอก
ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ระดับ 2.5% หรือเพิ่มขึ้น 0.25%
จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามทั้งสองขา คือเงินกู้และเงินฝาก
โดยในด้านเงินฝากอาจจะมีการปรับขึ้นในอัตราเดียวกันกับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น
จากเดิมที่เรียกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง (หมายถึงดอกเบี้ยเงินฝากหักกลบด้วยการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ) อยู่ในอัตราติดลบมาหลายปี
ตรงนี้จะช่วยให้ผู้ที่มีเงินเก็บและดำรงชีวิตอยู่ด้วยดอกเบี้ยแบงก์ เห็นดอกผลที่ดีขึ้นตามค่าครองชีพที่ขยับทุกวี่วัน เช่น ข้าราชการเกษียณอายุ
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้จะมีการปรับขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า เพราะแบงก์พาณิชย์ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
“การเติบโตของสินเชื่อตั้งแต่ต้นปียาวไปถึงช่วงกลางปีมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ดังนั้นเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ถึง 0.25% เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านราคา”ธัญญลักษณ์ กล่าว
ผลพวงจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทย และถือว่าเป็นจังหวะการขึ้นที่ไม่เหมาะสม
เพราะงานนี้คนที่เดือดร้อนจริงๆ คือรากหญ้าประชาชน มิใช่เศรษฐีหรือพนักงานกินเงินเดือน
เรียกได้ว่า ธปท. ยิ่งทำยิ่งถลำลึกเข้าไปสู่วังวนของเงินเฟ้อ และจะถีบตัวหนีออกมายากมากขึ้น







