
“โฉนดชุมชน” ชัยชนะพีมูฟ
โดย- ชลธิชา เหลิมทอง“นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป
โดย- ชลธิชา เหลิมทอง“นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป
“นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไปและเราหวังว่าหลังการเลือกตั้งใหม่ เราจะกลับมาอีกครั้งเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม” เป็นคำประกาศบรรทัดสุดท้ายของเครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส. หรือ พีมูฟ) ก่อนที่จะยุติการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้ามานานเกือบ 1 เดือน
ชื่อของพีมูฟเป็นที่คุ้นหูกันขึ้นมาหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้บุกประชิดประตูทำเนียบที่สะพานอรทัยเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 20 คน หลังจากที่ได้ประสานงานเพื่อขอพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหลายครั้งแต่ไม่ได้รับความสนใจ จนเป็นที่มาของการฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว จนกระทั่งนายสาธิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ดูแลเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินยอมลงมาพบตัวแทนพีมูฟและยอมรับข้อเสนอของพีมูฟที่ขอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) รวมทั้งหมด 10 ประเด็น แบ่งเป็นให้ความเห็นชอบ 5 เรื่องได้แก่ 1. กรณีการเปิดเขื่อนปากมูล 5ปี 2.กรณีบ้านมั่นคงคนไร้บ้าน 3. กรณีการนำร่องกองทุนธนาคารที่ดิน 167 ล้านบาท 4. กรณีนำรองพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน 5. กรณี พรฎ. สถาบันกองทุนธนาคารทื่ดิน
รวมถึงประเด็นขอให้ครม.รับทราบอีก5 เรื่องได้แก่ 1. ชุมชนน้ำแดง และชุมชนสันติพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี 2.บ้านไร่ดง 3.โครงการจัดสรรที่ดินหนองปลาสวาย 15,000 ไร่ จ.ลำพูน 4.บ้านสันตับเต่า จ.ลำพูน และ 5. ชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต จากปัญหาทั้งหมดกว่า 400 เรื่อง ซึ่งมติครม. วันที่ 8 มี.ค. เห็นชอบตามข้อเรียกร้องของพีมูฟ ทั้งหมด 9 เรื่อง ยกเว้นเรื่องการเปิดเขื่อนปากมูลซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดเพราะมีการเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้มาตลอดทุกรัฐบาลตั้งแต่ปี 2532 แต่รัฐบาลกลับไม่อนุมัติและมติให้กลับไปศึกษาเรื่องระดับน้ำว่าหลังจากการเปิดเผยจะทำให้น้ำลดลงหรือไม่อย่างไร ผลของมติครม.ดังกล่าวสร้างความผิดหวังกับชาวบ้านเป็นอย่างมากและเห็นว่าท่าทีของรัฐบาลเป็นเพียงการซื้อเวลาที่จะไม่แก้ปัญหาเท่านั้น
ทั้งนี้พีมูฟ (P-move) มาจากคำว่า “People's Movement for a Just Society”เป็นการรวมตัวของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศทั่วประเทศ ประกอบด้วยกลุ่ม
คนจน 4 เครือข่ายได้แก่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี จำนวน 540 กรณีปัญหา ได้รวมตัวกันปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน
เมื่อถามไถ่เหตุผลว่าเหตุใดชาวบ้านต้องมาลำบากตรากตรำนอนกลางดินกินกลางถนนท่ามกลางอากาศร้อนจัดแบบนี้ ก็ได้รับคำตอบสั้นๆว่า “เพราะถูกทุบหม้อข้าว เราจึงต้องลุกขึ้นสู้ การพัฒนาที่เกิดขึ้นทำให้ชีวิตไม่มั่นคง ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ” เพราะหลังจากที่มีโครงการต่างๆลงไป สิ่งที่ชาวบ้านต้องประสบคือ การโดนนายทุนกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดิน การประกาศเขตป่าสงวนทับที่ทำกินชาวบ้าน และแจ้งดำเนินคดีกับชาวบ้านว่าด้วยคดีทำให้โลกร้อน การถูกยึดที่ดินทำกินจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถูกดำเนินคดี บางคนกลายเป็นไร้บ้านไร้ที่ทำกิน ทำให้ต้องเผชิญหน้าอยู่กับภาวะวิกฤตอย่างสาหัสสากรรจ์ในพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ โดยทำให้มีผู้ป่วยและตรอมใจตายจากการถูกบีบคั้นจากปัญหาที่ดินแล้วกว่า 100 คน โดยขณะที่มีการชุมนุมยังมีบางคนที่ต้องกลับบ้านกระทันเพราะถูกตัดสินจำคุก
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยจากโรคแคดเมียม และโรคพุพองจากผลกระทบการทำเหมืองสังกะสี เหมืองทองอีกกว่า 1,000 คน และชุมชนล่มสลายอีกหลายแห่ง มีผู้ถูกตัดสินติดคุกและบังคับคดีกว่า 100 คน มีผู้อยู่ระหว่างดำเนินคดีที่เกิดจากปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและการทำกิน กว่า 1,000 คดี รวมทั้งชาวเล 17 คนที่ถูกจับในเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติ ครม. 2 มิ.ย. 2553 สถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่นับรวมการคุกคามจากอิทธิพลมืดจากนายทุน ข้าราชการในท้องถิ่น การไล่รื้อ การไม่กล้าทำมาหากินในที่ดินเดิมทั้งในทะเล สวนไร่นาและชุมชนเมือง ฯลฯ
เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาและความทุกข์ที่ชาวบ้านคนจนต้องได้รับจากคำว่า โครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อน การสร้างสวนป่า การสร้างโรงไฟฟ้า การสร้างเหมืองแร่ต่างๆ ที่คนทำในท้องถิ่นตั้งคำถามกันว่าถ้าเป็นการพัฒนาจริงๆทำไมชีวิตของชาวบ้านกลับแย่ลงไม่สามารถมีวิถีชีวิตแบบเดิมได้ โดยเฉพาะชาวบ้านริมน้ำมูลที่ผิดหวังกับมติครม.ครั้งนี้มากที่สุด ถึงกลับบอกว่า อุปกรณ์หาปลาซึ่งเคยใช้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษต้องถูกทิ้งไว้จนหยากไย่ทำรังเพราะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เพราะตั้งแต่ปิดประตูเขื่อนก็ไม่มีปลาให้จับอีกต่อไปแล้ว ทำไมรัฐบาลไม่กล้าตัดสิน
การประชุมครม.เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา“อิสระ สมชัย”รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ส.ส.อุบลราชธานี บ้านเดียวกับชาวบ้านเขื่อนปากมูล ได้จัดหนักนินทาพีมูฟระหว่างการประชุมว่า“กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้เปิดเขื่อนนั้น เป็นกลุ่มที่ต้องการค่าชดเชยไม่จบสิ้นก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับการชดเชยไปแล้ว” อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ค่าเยียวยาชดเชยที่กลุ่มพีมูฟเรียกร้องเป็นค่าเสียโอกาสในการทำมาหากิน ซึ่งรัฐบาลจะต้องตรวจสอบอีกครั้ง
โดยชาวบ้านพีมูฟได้บอกถึงเรื่องนี้ว่า คนที่เป็นส.ส.คงไม่เคยเสียโอกาสในการทำมาหากิน แต่ในฐานะชาวบ้านที่มีอาชีพหาปลาริมแม่น้ำมูลเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อนำเงินขายปลามาซื้อข้าว แต่วันนี้ชาวบ้านกลับต้องซื้อทั้งปลาซื้อทั้งข้าว แบบนี้เรียกว่าเสียโอกาสทำมาหากินหรือไม่ คนที่สงสัยเรื่องนี้ต้องไปคิดดู
ทั้งนี้การต่อสู้ของพีมูฟเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยมีการจัดกิจกรรมทุกวันทั้งการอภิปรายและการเดินทางไปกดดันกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของนายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่พีมูฟระบุว่าท่าทีของนายสุวิทย์ที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้การประกาศพื้นที่ป่าชุมชนไม่มีความคืบหน้าเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตามในที่สุด นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ระหว่างหน่วยงานเพื่อดำเนินงานโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2553 ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ซึ่งมีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกรุงเทพมหานคร โดยมีรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ยกเว้นนายสุวิทย์ ที่ไม่เข้าร่วมลงนามและไม่ร่วมการประชุมครม.เมื่อวันที่8 มี.ค.ที่ผ่านมาแต่อย่างใด แต่มีนายสมโภช ตราชู ปลัดกระทรวง เป็นผู้ลงนามแทน
ดังนั้น นับว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เรื่องโฉนดชุมชน เป็นประเด็นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะมีทั้งมติครม.วันที่ 22 ก.พ. และเอ็มโอยู โฉนดชุมชนรองรับ โดยมีสาระสำคัญว่า ให้ทุกกระทรวงแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆว่า ให้ชาวบ้านที่กำลังจะประกาศเป็นที่พื้นที่โฉนดชุมชนได้อยู่อย่างปกติสงบสุข และให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือแก้ไขข้อพิพาทกับประชาชน โดยหน่วยงานที่ว่านี้ รวมถึง ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อัยการ กรมบังคับคดี และระบุชัดว่า โฉนดชุมชนเป็นสิทธิชุมชนที่ได้รับการรับรองไว้รัฐธรรมนูญ โดยการเคลื่อนไหวจากพีมูฟจากนี้ไป ชาวบ้านจะนำเอกสารดังกล่าวทั้งมติครม.วันที่ 22 ก.พ. และเอ็มโอยูโฉนดชุมชน ยืนยันกับหน่วยงานราชการว่าจะไม่สามารถละเมิดสิทธิชาวบ้านได้อีกต่อไป
นอกจากนั้นจะมีการ สรุปผลการเคลื่อนไหวและจะมีการนัดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ ว่านโยบายแต่ละพรรคในเรื่องการช่วยเหลือคนจนเป็นอย่างไร และจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งหลังการเลือกตั้งเพื่อผลักดันให้นโยบายแก้ไขปัญหาคนจนต้องเป็นวาระแห่งชาติ







