
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หากไม่สรุปปีนี้ส่อยืด
สนพ.หวั่น รัฐบาลไม่สรุปโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปีนี้ ส่อเลื่อนจากแผนผลิตไฟฟ้า 12 ปี
สนพ.หวั่น รัฐบาลไม่สรุปโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปีนี้ ส่อเลื่อนจากแผนผลิตไฟฟ้า 12 ปี
นายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยว่า ตามกรอบการทำงานรัฐบาล จะต้องตัดสินใจภายในปีนี้ จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมพร้อมในการวางแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศให้เหมาะสม แต่ถ้ายังสรุปไม่ได้ ก็ต้องเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าระบบออกไป 12 ปี จากเดิมแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) กำหนดไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกปี 2563 เลื่อนไปปี 2565 ทั้งนี้แผนศึกษาจะสรุปเสนอกระทรวงพลังงานได้เดือน มี.ค.นี้
สำหรับแผนเพื่อไม่ให้การเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าระบบ กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ จะใช้แผนสำรองเร่งสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าระบบเร็วขึ้นจากเดิมปี 2565 เป็นปี 2563 แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือทางเลือกในการใช้เชื้อเพลิงมีไม่มาก โดยเฉพาะหากใช้ก๊าซฯ มากเกินไป จะเกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตามได้มีการสรุปแผนศึกษาการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมทั้งนำข้อเสนอแนะจากคณะผู้เชี่ยวชาญของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ)ที่เข้ามาตรวจสอบแผนดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รายงานให้น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ทราบแล้ว ซึ่งรมว.พลังงานได้กำชับให้ไปปรับปรุงในประเด็นกฏหมายที่จะมารองรับในการกำกับดูแล การดูแลเรื่องควาปลอดภัย และการพัฒนาบุคลากรต้องมีความพร้อม ตลอดจนขั้นตอนการทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่เป้าหมายของการสร้างโรงไฟฟ้า คาดว่าจะสรุปสาระสำคัญได้เสร็จในเดือนมี.ค.ก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
ด้านนายพิบูลย์ บัวแช่ม ผู้ช่วยผู้ว่าการระบบควบคุมกำลังผลิตไฟฟ้า กฟผ.กล่าวถึงการใช้ไฟฟ้าของประเทศว่า เดือน ม.ค.ก.พ. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าขยายตัวเฉลี่ย 12% เท่านั้น เนื่องจากอากาศยังไม่ร้อนและมีฝนเป็นบางช่วง โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) เดือน ก.พ. อยู่ที่ 2.2 หมื่นเมกะวัตต์ ในขณะที่ช่วงหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงเดือน มี.ค.พ.ค.นั้น คาดตัวเลขพีกอยู่ที่ 2.5 หมื่นเมกะวัตต์ หรือเพิ่ม 45% เทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ช่วงหน้าร้อนปีนี้ไม่น่ามีปัญหาในเรื่องการผลิตไฟฟ้า โดยกฟผ.ได้เตรียมในเรื่องของสำรองไฟฟ้าตามระบบมาตรฐานและบริหารจัดการให้ใช้โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำเป็นหลัก และชะลอการปรับปรุงซ่อมโรงไฟฟ้าเอกชนในช่วงหน้าร้อนอกไป
“ตอนนี้ไทยมีทางเลือกเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นก๊าซธรรมชาติกว่า 70% ซึ่งยังมีความเสี่ยง ในขณะที่การสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงอื่นเช่น ถ่านหินหรือนิวเคลียร์ ยังมีปัญหาในเรื่องการทำความเข้าใจกับชุมชนอยู่มาก ซึ่งผู้ว่ากฟผ.ได้กำชับกับผู้บริหารให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลกับประชาชนถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าชนิดอื่นที่ไม่ใช่ก๊าซฯ ให้มากขึ้น โดยเฉพาขณะนี้กำลังถูกต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจ.นครศรีธรรมราช”นายพิบูลย์กล่าว







