
ศึกอำนาจ 35 กมธ. รัฐบาลชงใช้มติบรรจุวาระ ฝ่ายค้านหวั่นสกัดสอบ
รัฐบาลเสนอใช้มติ กมธ. ก่อนบรรจุวาระ ฝ่ายค้านหวั่นเสียงข้างมากสกัดตรวจสอบ ขณะที่บทวิเคราะห์ของวัสแยกอำนาจ “เชิญ” กับ “เรียก” บุคคลชี้แจง
KEY
POINTS
- ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้การบรรจุวาระ กมธ. ต้องผ่านมติที่ประชุม หลังร้องเรียนรังสิมันต์ โรม กรณีเชิญสุชาดาเข้าให้ข้อมูล
- รักชนกหวั่นเสียงข้างมากปัดตกเรื่องตรวจสอบ เสนอควบรวม กมธ. เหลือ 20 คณะ หากต้องการแก้ปัญหาทำงานซ้ำซ้อน
- วัสแยกอำนาจประธานในการจัดวาระและเชิญบุคคล ออกจากการออกหนังสือเรียกตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยมติ กมธ.
การกำหนดวาระของคณะกรรมาธิการกลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน หลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อหารือขอบเขตอำนาจหน้าที่ ท่ามกลางข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาลให้ใช้มติที่ประชุมก่อนบรรจุวาระ ขณะที่ฝ่ายค้านกังวลว่าจะกระทบช่องทางตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ชนวนสำคัญมาจาก สส.ฝ่ายรัฐบาลร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่าได้บรรจุวาระเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เข้าให้ข้อมูลโดยไม่ได้ขอมติที่ประชุมก่อน
ฝ่ายรัฐบาลจึงเสนอให้การบรรจุวาระต้องผ่านมติ กมธ. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการพิจารณาเรื่องเดียวกันในหลายคณะ เช่น โครงการ TH-AI Passport และประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น โดยมองว่าอาจทำงานซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายบริหาร
ข้อเสนอนี้ทำให้ประเด็นเรื่องขั้นตอนประชุมเชื่อมโยงกับดุลอำนาจในสภา เพราะผู้มีอำนาจกำหนดวาระย่อมมีส่วนกำหนดว่า เรื่องใดจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คัดค้านแนวทางดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายรัฐบาลมีกรรมาธิการเป็นเสียงข้างมากในทุกคณะอยู่แล้ว หากต้องลงมติก่อนบรรจุเรื่อง รัฐบาลอาจใช้เสียงข้างมากปัดตกวาระตรวจสอบฝ่ายตนตั้งแต่ต้นทาง
น.ส.รักชนกมองว่า กมธ. เป็น “ป้อมปราการสุดท้าย” ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบเชิงรุก พร้อมเสนอว่า หากปัญหาคือการทำงานซ้ำซ้อน ควรแก้ข้อบังคับเพื่อควบรวม กมธ. จาก 35 คณะ เหลือ 20 คณะ โดยจัดให้สอดคล้องกับกระทรวง หรือกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกัน
ด้านบทวิเคราะห์ของนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ชี้ให้แยกการจัดระเบียบวาระและการเชิญบุคคลออกจากการใช้อำนาจเรียกตามกฎหมาย เพราะเป็นคนละขั้นตอนและมีเงื่อนไขต่างกัน
ตามบทวิเคราะห์ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 93 ประกอบข้อ 21 ให้อำนาจประธาน กมธ. จัดระเบียบวาระ และบรรจุเรื่องเพิ่มเติมก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน รวมถึงขอความร่วมมือเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลได้ ส่วนการออกหนังสือเรียกตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 มาตรา 7 ต้องได้รับมติที่ประชุม กมธ.
นายวัสยังอธิบายพัฒนาการของกฎหมายว่า กฎหมายปี 2554 เคยกำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเรียก ก่อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 จะวางหลักเกี่ยวกับอำนาจสอบหาข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อจำกัดของการกำหนดโทษอาญา
ส่วนกฎหมายปี 2568 เปลี่ยนมาเน้นมาตรการทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกครั้งที่สองโดยไม่มีเหตุอันสมควร พร้อมกำหนดการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลโดยสุจริตและกรอบจริยธรรมของกรรมาธิการ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในบทวิเคราะห์
ประเด็นที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่ข้อเสนอใช้มติก่อนบรรจุวาระจะได้ข้อยุติอย่างไร และสภาจะจัดการปัญหางานซ้ำซ้อนด้วยแนวทางใด ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังให้น้ำหนักต่างกันระหว่างการกำกับขั้นตอนทำงานของ กมธ. กับการรักษาช่องทางตรวจสอบของฝ่ายค้าน
ที่มาประกอบ: วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง







