
เกมระหว่างประเทศ
เกมการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศเปรียบเสมือนเกมฟุตบอล ที่ผู้เล่นจะต้องศึกษาทุกอย่างของฝ่ายตรงข้าม ทั้งผู้เล่นของทีมคู่ต่อสู้ ขีดความสามารถของแต่ละคน และศักยภาพการเล่นเป็นทีม เทคนิคการเล่นของทีม ซึ่งอาจต้องเอาวิดีโอการเล่นของทีมตรงข้ามมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีกต้องศึกษาสนามที่จะใช้แข่งด้วยว่าเรียบ ขรุขระ มีหลุมมีบ่อหรือไม่ ต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นกรรมการตัดสิน กรรมการกำกับเส้น อีกทั้งต้องศึกษาคนดูด้วย
เกมการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศเปรียบเสมือนเกมฟุตบอล ที่ผู้เล่นจะต้องศึกษาทุกอย่างของฝ่ายตรงข้าม ทั้งผู้เล่นของทีมคู่ต่อสู้ ขีดความสามารถของแต่ละคน และศักยภาพการเล่นเป็นทีม เทคนิคการเล่นของทีม ซึ่งอาจต้องเอาวิดีโอการเล่นของทีมตรงข้ามมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีกต้องศึกษาสนามที่จะใช้แข่งด้วยว่าเรียบ ขรุขระ มีหลุมมีบ่อหรือไม่ ต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นกรรมการตัดสิน กรรมการกำกับเส้น อีกทั้งต้องศึกษาคนดูด้วย
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
เกมการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศเปรียบเสมือนเกมฟุตบอล ที่ผู้เล่นจะต้องศึกษาทุกอย่างของฝ่ายตรงข้าม ทั้งผู้เล่นของทีมคู่ต่อสู้ ขีดความสามารถของแต่ละคน และศักยภาพการเล่นเป็นทีม เทคนิคการเล่นของทีม ซึ่งอาจต้องเอาวิดีโอการเล่นของทีมตรงข้ามมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีกต้องศึกษาสนามที่จะใช้แข่งด้วยว่าเรียบ ขรุขระ มีหลุมมีบ่อหรือไม่ ต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นกรรมการตัดสิน กรรมการกำกับเส้น อีกทั้งต้องศึกษาคนดูด้วย
ในกรณีของกัมพูชานั้น คนไทยเป็นห่วงรัฐบาลที่ดูเหมือนไม่ค่อยได้เตรียมตัวเท่าใดนัก ไม่เหมือนกับผู้นำเขมรที่มีแผนและเตรียมการมาเป็นเวลานาน ไทยเราตอบโต้คล้ายกับรักษาไข้ตามอาการและไม่เป็นเอกภาพ คนเล่นหลักเล่นกันไปคนละทิศละทาง เล่นเอากองเชียร์คนไทยใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน
เช่นก่อนที่จะเดินทางไปชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศแกว่งปากไปกระทบกับประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นสมาชิกถาวร ซึ่งมีอยู่ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และยังแกว่งไปหาประเทศใหญ่เช่นอินเดียเข้าไปอีก ทั้งที่รู้ว่า เวทีที่ไปพูดซึ่งคณะกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาจัดขึ้นนั้นไม่ใช่เวทีปิด แต่เป็นเวทีเปิดซึ่งมีผู้สื่อข่าวอยู่มากมาย ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่คอลัมนิสต์และนักวิชาการหลายคนวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของรัฐมนตรีอยู่หลายวัน
เราจะไม่ให้ความสำคัญต่อสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วย 5 ยักษ์ใหญ่คงไม่ได้ สหประชาชาติถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการตกลงให้ประเทศผู้ชนะสงครามขณะนั้นเป็นแกนหลักในการดูแลสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของโลก ไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้น ซึ่งก็ทำได้สำเร็จแม้จะเกิดสงครามจำกัดเขตเฉพาะพื้นที่หลายแห่ง หรือเสี่ยงที่โลกจะกระโจนเข้าสู่เหวสงครามหลายครั้งก็ตาม ยักษ์ใหญ่ทั้งห้าเปรียบเสมือนกรรมการเกมไทยกัมพูชา
เราคงไม่ต้องพูดถึงฝรั่งเศสซึ่งคนไทยมีประสบการณ์อันขมขื่นกับประเทศนี้มายาวนาน ฝรั่งเศสต้องเข้าข้างเขมรแน่นอน ขณะที่เราไปฟาดหางไปยังรัสเซีย ซึ่งอาจไม่พอใจไทยที่ส่งนายวิกเตอร์ บูต ไปให้สหรัฐ ซ้ำยังกระทบไปถึงจีนซึ่งค่อนข้างระมัดระวังตัวในเรื่องนี้และโดยทั่วไปก็เป็นมิตรที่ดีของไทย และฟาดไปถึงอินเดียซึ่งเป็นสมาชิกไม่ถาวรในขณะนี้เข้าไปอีก โดยไปฝากความหวังไว้กับสหรัฐซึ่งคิดว่าน่าจะดีต่อไทย เพราะไทยส่งนายวิกเตอร์ บูตไปให้ และไทยกำลังฝึกคอบราโกลด์กับสหรัฐอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ดี การพิจารณาปัญหาของชาติมหาอำนาจเหล่านี้ยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จีนน่าจะมีจุดยืนอยู่ที่การแก้ปัญหาแบบทวิภาคี เนื่องจากจีนมีปัญหาเขตแดนบนเกาะเตียวหยูในทะเลจีนตะวันออกกับญี่ปุ่น และเกาะพาราเซลกับเวียดนาม เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้กับเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน ที่จีนเน้นการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี ไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับรัสเซียซึ่งมีปัญหาเกาะคูริลกับญี่ปุ่น ที่ต้องการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี ไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง ในขณะที่สหรัฐอเมริกาพยายามเสนอให้มีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านแบบพหุภาคีโดยพยายามเอาตัวเองสอดแทรกเข้ามาซึ่งได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันจากจีน เช่นเดียวกัน สหรัฐปฏิเสธการแก้ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีแบบทวิภาคีที่เกาหลีเหนือเสนอ โดยผลักดันให้เป็นการเจรจา 6 ฝ่ายแทน เพราะฉนั้น การที่รัฐมนตรีคาดว่าสหรัฐจะหนุนไทยนั้น ก็ไม่แน่เสียแล้ว เพราะสหรัฐเพิ่งตัดหางประธานาธิบดีมูบารักซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐมาหลายทศวรรษ
ประเทศเล็กที่มีพลังน้อยต้องหาทางดึงคนอื่นมาช่วยแก้ปัญหาแบบพหุภาคีหรือดึงองค์กรโลกมาช่วย ในขณะที่ประเทศใหญ่ต้องการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี เพื่อใช้พลังที่เหนือกว่าในการกดดันให้ประเทศเล็กทำตามที่ตนต้องการ อย่างไรก็ดี ปัญหาแต่ละครั้งย่อมมีเอกลักษณ์ที่ผู้นำจะตัดสินใจกำหนดท่าทีเฉพาะเรื่องได้
โชคดีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติตามที่ไทยคาดไว้ล่วงหน้า โดยให้ไทยและกัมพูชาไปแก้ปัญหาระหว่างกันเอาเอง และให้อาเซียนซึ่งสองประเทศเป็นสมาชิกอยู่ช่วยดูแลประสานงาน เป็นที่น่าสังเกตว่า คำแถลงลายลักษณ์อักษรของรัฐมนตรีไทยนั้นชัดเจน กระชับ ครอบคลุม เข้าใจง่าย การเขียนและแก้ไขเพิ่มเติมจนพอใจเพื่อให้รัฐมนตรีนำไปอ่าน น่าจะเวิร์กมากกว่าการพูดสดที่รัฐมนตรีมักหลุดเสมอ แต่ผู้สื่อข่าวชอบคำพูดที่หลุดออกมามากกว่าเพราะพาดหัวข่าวเร้าอารมณ์ผู้อ่าน ผู้ฟังได้สนุกกว่ากัน
เกมการต่อสู้ระหว่างไทยกับเขมรครั้งนี้เป็นเพียงอีกยกหนึ่ง ที่ยังจะมียกอื่นตามมา เพราะผู้นำเขมรคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ สหประชาชาติถูกใช้เป็นเพียง “ยุทธวิธี” และ “เวที” หนึ่งของเขมรเท่านั้น การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน ที่ผู้บริหารฝ่ายไทยต้องวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ และกำหนดเป็น “แผนของชาติ” ไม่ใช่แผนของรัฐบาลหรือของนักการเมืองที่มาแล้วก็ไป ที่สำคัญคือ รัฐบาล ทหาร และประชาชนต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะไปสู้กับฮุนเซนได้







