
ทนายวิญญัติแจงเหตุทักษิณยื่นนิรโทษกรรม ชี้เป็นเหยื่อ “ต้นไม้พิษ”
วิญญัติ ชาติมนตรี ระบุทักษิณยื่นขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยสิทธินิรโทษกรรมตามกฎหมาย ชี้คดีที่ยื่นเป็นคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดี ม.112 ไม่ได้ยื่น
KEY
POINTS
- วิญญัติระบุว่าทักษิณได้รับผลกระทบจากการเมือง และยื่นคำร้องตามเจตนารมณ์กฎหมายที่ต้องการยุติความขัดแย้ง
- ทนายตั้งข้อสังเกตว่าผู้คัดค้านบางคนได้ประโยชน์จากกฎหมาย แต่ไม่ต้องการให้ทักษิณได้รับสิทธิเช่นกัน
- คำร้องเป็นคดีที่ศาลมีคำตัดสินแล้ว ไม่รวมคดี ม.112 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึงเหตุผลที่นายทักษิณยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิด ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568
นายวิญญัติกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี และสร้างความเสียหายแก่ประเทศกับประชาชน โดยมองว่านายทักษิณเป็นผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง จากการผลักดันนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาตามที่หาเสียงไว้ ก่อนสถานการณ์จะนำไปสู่ความขัดแย้งและการรัฐประหาร
ต่อกรณีที่มีผู้คัดค้าน โดยยกข้อกฎหมายและผลของคดีต่าง ๆ รวมถึงข้อยกเว้นเกี่ยวกับคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ นายวิญญัติระบุว่า การแสดงความเห็นเป็นสิทธิ เช่นเดียวกับการที่นายทักษิณใช้สิทธิยื่นคำร้อง อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้คัดค้านบางคนได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่กลับไม่ต้องการให้นายทักษิณได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน
นายวิญญัติยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารว่า การตั้งข้อหาและการตีความกฎหมายเป็นผลจากการใช้อำนาจทางการเมือง พร้อมเชื่อมโยงกับแนวคิด “ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้พิษ” ซึ่งนายทักษิณเคยกล่าวถึง โดยเห็นว่านายทักษิณได้รับผลกระทบจากกระบวนการดังกล่าว
ทนายความยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาและวินิจฉัย ไม่ได้มุ่งใช้เป็นคุณสมบัติทางการเมืองหรือเพื่อดำรงตำแหน่งใด โดยระบุว่านายทักษิณต้องการใช้ชีวิตตามปกติ และขอให้คณะกรรมการพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเป็นธรรม
นายวิญญัติขอให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องโดยคำนึงถึงเหตุการณ์ในอดีตและเป้าหมายการสร้างสังคมสันติสุข พร้อมกล่าวว่าไม่ควรใช้ถ้อยคำสรุป เช่น “โกง” หรือ “ทุจริต” เพียงอย่างเดียวเพื่อตัดสิทธิบุคคล
การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตีความของคณะกรรมการ ส่วนคำร้องที่ยื่นครั้งนี้ครอบคลุมคดีที่ศาลมีคำตัดสินแล้ว และไม่รวมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์







