posttoday
ธนาคารโลกเตือนอีก 15 ปี งานไม่พอรับคนรุ่นใหม่ 800 ล้านคน แนะรื้อกฎดึงเอกชนลงทุน

ธนาคารโลกเตือนอีก 15 ปี งานไม่พอรับคนรุ่นใหม่ 800 ล้านคน แนะรื้อกฎดึงเอกชนลงทุน

14 ตุลาคม 2569

อาเจย์ ประธานแบงก์โลก เตือนตลาดเกิดใหม่จ่อไม่มีงานรองรับ 800 ล้านตำแหน่งใน 15 ปี แนะเร่งรื้อกฎลดขั้นตอนการลงทุน เพิ่มค้ำประกันและสินเชื่อสกุลท้องถิ่น หวังดึงทุนเอกชนสร้างงาน

KEY

POINTS

  • ธนาคารโลกเตือนว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ราว 800 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงไม่มีงานทำ เนื่องจากตำแหน่งงานที่สร้างขึ้นมีไม่เพียงพอ
  • แนวทางแก้ปัญหาต้องอาศัยการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก เนื่องจากเงินทุนจากภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
  • ข้อเสนอแนะสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบให้มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและจูงใจให้เอกชนเข้ามาสร้างงานมากขึ้น

ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก 2026 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการจัดงาน ในหัวข้อ “WBG Flagship: Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs”

 

ธนาคารโลกเตือนอีก 15 ปี งานไม่พอรับคนรุ่นใหม่ 800 ล้านคน แนะรื้อกฎดึงเอกชนลงทุน


นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า การสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาเป็นโจทย์ใหญ่และเร่งด่วน โดยในอีก 12-15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวในประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 1,200 ล้านคนเข้าสู่วัย 18 ปี แต่คาดว่าประเทศเหล่านี้จะสร้างงานรองรับได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้มีคนรุ่นใหม่อีกประมาณ 800 ล้านคนที่อาจไม่มีงานรองรับเพียงพอเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน

 

นายบังกา กล่าวว่า หากสามารถแก้ปัญหาช่องว่างเหล่านี้ได้สำเร็จ จะเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่งคั่งเศรษฐกิจในระยะยาว แต่หากล้มเหลวก็อาจเพิ่มความไม่มั่นคงในหลายประเทศ 


“หากเราหาทางแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ สิ่งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองของโลกไปอีก 40 ปี แต่หากเราแก้ปัญหาไม่ได้ สิ่งนี้ก็อาจกลายเป็นชนวนของความไม่มั่นคง ซึ่งเราเริ่มเห็นแล้วในหลายประเทศ จากคนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจและรู้สึกไม่มั่นใจต่ออนาคตของตัวเอง”


นายบังกา ระบุว่า การแก้โจทย์นี้อาศัยเงินทุนจากภาครัฐ ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี และองค์กรการกุศลเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องดึงภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญ เข้ามามีบทบาทในการลงทุนมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนคือ กฎระเบียบมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ และไม่ยุ่งยาก

 

“ถ้าผมจะเปิดโรงแรม แล้วประเทศหนึ่งต้องขอใบอนุญาต 61 ใบ ขณะที่อีกประเทศหนึ่งใช้เพียง 5 ใบ คุณคิดว่าผมจะเลือกนำเงินไปลงทุนที่ไหน เรื่องนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ เรื่องต่างๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกจัดสรรเงินทุนประมาณ 25-26% ไปช่วยประเทศต่างๆ ปรับปรุงกฎระเบียบ ระบบธรรมาภิบาล และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น”

 

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังขยายเครื่องมือค้ำประกันความเสี่ยง ซึ่งเติบโตขึ้น 4 เท่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในโครงการลงทุนระยะยาว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าที่ลงทุนด้วยเงินดอลลาร์ แต่มีรายรับเป็นสกุลเงินท้องถิ่น โดยธนาคารโลกช่วยจัดการความเสี่ยงร่วมกับธนาคารท้องถิ่น ส่งผลให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา (IFC) สามารถให้สินเชื่อในสกุลเงินท้องถิ่นได้ประมาณ 36-37%


นายบังกา ย้ำว่า การพัฒนาตลาดทุนในประเทศต้องใช้เวลา เปรียบเสมือนการนั่งมองหญ้างอก แต่ไม่สามารถรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงค่อยเริ่มลงทุนได้ ธนาคารโลกจึงใช้กลไกเข้ารับความเสี่ยงในช่วงแรกของโครงการ เพื่อช่วยให้เอกชนตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยมาตรการ 4 ด้านที่ผ่านมา สามารถระดมเงินทุนได้แล้วกว่า 112,000 ล้านดอลลาร์


อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่ยังต้องเร่งแก้ไขคือการดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่ประเทศรายได้ต่ำที่สุดและประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน
 

ข่าวล่าสุด

เดลต้า-ดีพร้อม มอบทุน 5 ล้าน ให้ 10 สตาร์ทอัพไทย คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 150 ล้าน

เดลต้า-ดีพร้อม มอบทุน 5 ล้าน ให้ 10 สตาร์ทอัพไทย คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 150 ล้าน