
นายกฯอนุทิน ป้องป.ป.ช.ไม่มีมวยล้ม ปมปล่อย 3 ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น
นายกฯอนุทิน ยันรัฐบาลทำเต็มที่ หลังปล่อย 3 ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น เหตุส่งฟ้องไม่ทัน ขณะที่อาสพลธ์ชี้คดีเดินต่อได้ แต่ยอมรับช่องว่างกฎหมาย
KEY
POINTS
- อนุทินไม่เชื่อ ป.ป.ช.เป็น “มวยล้ม” ยืนยันทำงานตามกฎหมาย พร้อมชี้แจงฝ่ายค้าน แต่ตอบแทนองค์กรอิสระไม่ได้
- อาสพลธ์ระบุผู้ต้องหา 3 รายพ้นคุกหลังครบกำหนดฝากขัง 84 วัน ไม่กระทบการไต่สวน พร้อมยอมรับช่องว่างเรื่องป้องกันหลบหนี
- กรณี “นายกฯเฮง–เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 ราย” ตำรวจให้ประกันตัวตั้งแต่ต้น และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.แล้วเมื่อ 15 ก.ย. 2569
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยืนยันไม่เชื่อว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเป็น “มวยล้ม” หลังผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 3 รายได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากครบกำหนดฝากขัง แต่ ป.ป.ช.ยังสรุปสำนวนส่งฟ้องไม่ทัน
ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง ที่รู้จักในชื่อ “ดร.วิน” น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาว และจ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ “จ่าพิชิต” ถูกจับกุมและฝากขังตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ก่อนเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครปล่อยตัวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังครบกำหนดฝากขัง 7 ผัด ผัดละ 12 วัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์นี้จะเป็น “มวยล้มต้มคนดู” หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ป.ป.ช.จะไปเป็นมวยล้มได้อย่างไร” พร้อมยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำงานภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครกดดันหรือมีอิทธิพลเหนือองค์กรได้ ส่วนรัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มที่ และจับกุมผู้เกี่ยวข้องแล้วหลายคน
สำหรับความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินระบุว่า อธิบายได้ทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับ ป.ป.ช.ต้องสอบถามองค์กรโดยตรง เพราะรัฐบาลไม่สามารถตอบแทนองค์กรอิสระได้ แม้จะทำงานร่วมกันก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเรียกไปชี้แจงเรื่องการสอบท้องถิ่นปี 2567–2569 นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์
อาสพลธ์ชี้ปล่อยตัวไม่กระทบคดี ยอมรับช่องว่างป้องกันหลบหนี
ขณะเดียวกันนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย หลังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 84 วัน และไม่ได้ทำให้การดำเนินคดีเปลี่ยนไป
นายอาสพลธ์กล่าวว่า ผู้แทน ป.ป.ช.ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวผู้ต้องหามาให้ ป.ป.ช.ไต่สวน เหลือเวลาฝากขังเพียง 3 ผัด จึงไม่สามารถไต่สวนและส่งฟ้องได้ทัน โดยระบุว่ากระบวนการไต่สวนปกติใช้เวลานานกว่านั้น และระเบียบ ป.ป.ช.กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 ปี
เขายืนยันว่า ป.ป.ช.ยังไต่สวนต่อได้ และการจับกุมไม่ได้สูญเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่ได้หลักฐานทันที ขณะที่ช่วงฝากขังช่วยป้องกันผู้ต้องหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยาน ทำให้ได้หลักฐานสำคัญตามที่เขาระบุ
ส่วนข้อกังวลเรื่องหลบหนี นายอาสพลธ์กล่าวว่า เลขาธิการ ป.ป.ช.เคยแจ้งกรรมาธิการว่ามีสายลับติดตามผู้ต้องหาอยู่แล้ว และหากหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ป.ป.ช.มีข้อจำกัดเรื่องมาตรการป้องกันผู้ต้องหาเดินทางออกนอกประเทศ โดยมองว่าเป็นช่องว่างระหว่างระยะเวลาฝากขังกับกระบวนการไต่สวน ซึ่งต้องรวบรวมหลักฐานและเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณา
นายอาสพลธ์ระบุด้วยว่า มีผู้เสนอให้ตำรวจช่วยดำเนินการเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว แต่ในที่ประชุมไม่ได้หารือแนวทางให้ตำรวจรับดำเนินการต่อ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความกังวลเรื่องความลับรั่วไหลและสถานะองค์กรอิสระของ ป.ป.ช.
แยกกรณี “นายกฯเฮง–ดีเอสไอ” เผยข้อมูลส่งเงิน 55 ล้านบาท
สำหรับกรณี “นายกฯเฮง” และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 ราย นายอาสพลธ์กล่าวว่า แตกต่างจากผู้ต้องหาชุดแรก เพราะตำรวจ ปปป.ให้ประกันตัวตั้งแต่ต้น ไม่ได้ฝากขัง และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569
นายอาสพลธ์เปิดเผยว่า กรรมาธิการเชิญนายประวิทย์ เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างนายกฯเฮง นายวิกเตอร์ และนายต่อ โดยนายประวิทย์ระบุว่า มีการส่งมอบเงินครั้งแรก 5 ล้านบาทที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้กับนายวิกเตอร์และนายต่อ
ส่วนครั้งที่สอง นายประวิทย์ระบุว่า ไปรับเงิน 50 ล้านบาทจากห้องพักของนายกฯเฮงในกรุงเทพฯ แล้วนำไปส่งให้นายวิกเตอร์และนายต่อ พร้อมรายชื่อผู้สมัครสอบ 709 ราย
ประธานกรรมาธิการกล่าวอีกว่า หลังเรื่องดังกล่าวเป็นข่าว นายต่อได้ติดต่อนายประวิทย์เพื่อขอโทรศัพท์มือถือที่มีข้อมูลสนทนาผ่านไลน์ แต่นายประวิทย์ไม่ได้ให้ เนื่องจากเป็นโทรศัพท์ของราชการ และส่งข้อมูลสนทนาทั้งหมดให้ดีเอสไอกับตำรวจ ปปป.แล้ว
นายอาสพลธ์จึงเชื่อว่าการดำเนินคดีในส่วนนี้จะเดินหน้าได้รวดเร็ว ขณะที่ผู้ต้องหาชุดแรกยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. แม้ได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังแล้วก็ตาม







