
เสียงข้างมากชนะได้ แต่ใช่ว่าจะถูกเสมอ ปมถกมติ กกต.คดีฮั้วสว.
คำพูด “ไม่มีกฎหมายข้อไหนให้เสียงข้างน้อยชนะ” ของนายกฯ อนุทิน จุดคำถามใหญ่ เสียงข้างมากมีอำนาจลงมติ แต่ต้องอยู่ใต้กฎหมายและการตรวจสอบ
KEY
POINTS
- คำพูดของนายกรัฐมนตรีเปิดข้อถกเถียงว่า “เสียงข้างมาก” ชนะการลงมติได้ แต่ไม่ได้รับรองว่ามตินั้นถูกต้องตามกฎหมายเสมอไป
- ข้อแย้งจาก กกต. เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการเงิน พยาน และภาพรวมของขบวนการ ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อดุลพินิจของ กกต. เสียงข้างมาก
- มติ กกต. ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะระบบตรวจสอบและถ่วงดุลยังเปิดทางให้ศาลตรวจสอบข้อกฎหมายและการใช้อำนาจต่อไป
คำตอบสั้น ๆ ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อคำถามเรื่องมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา กลายเป็นประโยคการเมืองที่จุดข้อถกเถียงทันที
นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ไม่มีกฎหมายข้อไหนเขียนเลยให้เสียงข้างน้อยชนะ”ไม่ว่าจะเป็น กกต. องค์กรอิสระ หรือคณะรัฐมนตรี
คำพูดนี้สะท้อนหลักพื้นฐานขององค์กรที่ใช้การลงคะแนนตัดสิน คือ ฝ่ายที่ได้เสียงมากกว่าย่อมชนะมติในที่ประชุม
แต่เสียงวิจารณ์ที่ตามมาไม่ได้โต้แย้งเพียงว่าใครควรชนะหรือแพ้การลงคะแนน หากตั้งคำถามที่ลึกลงไปว่า เมื่อเสียงข้างมากชนะแล้ว มตินั้นถูกต้องตามกฎหมายโดยอัตโนมัติหรือไม่
นี่คือจุดที่คดีฮั้ว สว. ขยับจากข้อพิพาทเรื่องมติ กกต. ไปสู่คำถามใหญ่เรื่องขอบเขตอำนาจของเสียงข้างมาก
ชนะโหวต ไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป
เสียงวิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่า ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งรวบรวมเสียงได้มากกว่าอีกฝ่าย
การใช้อำนาจของเสียงข้างมากยังต้องอยู่ภายใต้ หลักนิติธรรมและความชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง ผู้ใช้อำนาจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มีเหตุผลรองรับ และเปิดให้ตรวจสอบได้
ดังนั้น เสียงข้างมากจึงมีอำนาจทำให้มติผ่าน แต่ตัวเลขของคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มตินั้นถูกต้องเสมอไป
หากเสียงข้างมากใช้จำนวนคนเป็นเครื่องตัดสินทุกเรื่อง โดยไม่รับฟังข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือเหตุผลอีกด้านหนึ่ง ผู้วิจารณ์เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “พวกมากลากไป”
ข้อถกเถียงจึงอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่าง “อำนาจในการตัดสิน” กับ “ความถูกต้องของการตัดสิน”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
บทเรียนจากมติเสียงข้างมากในอดีต
ฝ่ายวิจารณ์ยังหยิบกรณีในอดีตมาเตือนว่า มติจากคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรที่ตัดสินด้วยเสียงข้างมากไม่ได้อยู่เหนือกระบวนการตรวจสอบ
ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ คดีหวยบนดิน และ คดีแปลงสัญญาสัมปทานดาวเทียม
ข้อเปรียบเทียบนี้ต้องการชี้ว่า แม้บุคคลหรือคณะบุคคลจะชนะการลงมติในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบเข้ามาพิจารณา การใช้อำนาจนั้นยังถูกวินิจฉัยในภายหลังได้
นี่ทำให้ประโยค “เสียงข้างมากชนะ” กับคำถามว่า “เสียงข้างมากทำถูกหรือไม่” ต้องแยกออกจากกัน
ทำไมเสียงข้างน้อยจึงกลายเป็นประเด็น
ในคดีฮั้วเลือก สว. ข้อถกเถียงยิ่งร้อนขึ้นเมื่อ กกต. ฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ กกต. สิทธิโชติ เปิดเผยข้อมูลและเหตุผลที่แตกต่างจากมติของเสียงข้างมาก
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเส้นทางการเงินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI
ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องการมองโครงสร้างใหญ่ของขบวนการ และการให้น้ำหนักพยานปากสำคัญที่ภายหลังกลับคำให้การ
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เสียงข้างน้อยไม่ได้ถูกมองเพียงว่าเป็น “ฝ่ายแพ้โหวต” แต่กลายเป็นฝ่ายที่นำเหตุผลและพยานหลักฐานอีกชุดหนึ่งมาวางต่อสาธารณะ
จุดนี้เองที่ทำให้คำพูดของนายกรัฐมนตรีถูกนำมาถกเถียงอย่างหนัก
เพราะสำหรับฝ่ายวิจารณ์ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเสียงข้างน้อยควรชนะเสียงข้างมากหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เสียงข้างมากตอบข้อโต้แย้งของเสียงข้างน้อยได้ครบถ้วนหรือยัง
มติที่ถูกตั้งคำถาม
มติ กกต. เสียงข้างมากยังถูกวิจารณ์ว่า “ค้านสายตา” ประชาชนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคสีน้ำเงินซึ่งไม่ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหาดังกล่าว
เสียงวิจารณ์จึงตั้งคำถามต่อวิธีที่ กกต. ใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐาน
ข้อสงสัยสำคัญคือ กกต. ให้น้ำหนักข้อมูลแต่ละชุดอย่างไร เหตุใดข้อมูลบางส่วนจึงไม่ได้รับการพิจารณา และเหตุผลของเสียงข้างมากสามารถตอบข้อแย้งที่เสียงข้างน้อยเปิดเผยต่อสาธารณะได้หรือไม่
นี่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่เป็นเหตุผลที่ทำให้มติ กกต. ยังอยู่ใต้แสงของการตรวจสอบ
“เช็กแอนด์บาลานซ์” ทำให้เรื่องยังไม่จบ
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์การเมือง ชี้ว่า ระบอบประชาธิปไตยมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุล หรือ Checks and Balances
พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีองค์กรหนึ่งมีอำนาจตัดสินทุกอย่างแล้วปิดประตูทันที
มติของ กกต. เสียงข้างมากจึงเป็นข้อสรุปในชั้น กกต. แต่คดียังต้องเดินหน้าต่อในชั้นศาลฎีกา และต้องรอว่าศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายอย่างไร
ในระบบเช่นนี้ การแพ้เสียงโหวตภายใน กกต. จึงไม่เท่ากับการแพ้ในกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด
คำเตือนเรื่อง “ดุลพินิจ”
อีกเสียงสำคัญมาจาก ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ เตือนให้ กกต. ใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ เพราะหากเกิดความผิดพลาด อาจมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และปัญหานั้นสามารถกระทบต่อกระบวนการเลือก สว. ทั้งหมด
คำเตือนนี้ย้ำแกนสำคัญอีกครั้งว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสียงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าองค์กรใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างไร และสามารถอธิบายเหตุผลรองรับการตัดสินใจได้มากน้อยเพียงใด
จาก “เสียงข้างมาก” สู่คำถามเรื่องมาตรฐานอำนาจ
คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ไม่มีกฎหมายข้อไหนเขียนให้เสียงข้างน้อยชนะ” จึงถูกต้องในความหมายหนึ่ง คือ ระบบลงคะแนนย่อมใช้เสียงข้างมากตัดสินผลภายในองค์กร
แต่เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นกำลังพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นคือ เสียงข้างมากมีสิทธิชนะมติ แต่ยังต้องถูกตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายหรือไม่
เสียงข้างน้อยจึงไม่จำเป็นต้องชนะการลงคะแนนเพื่อให้เหตุผลของตนมีความหมาย เพราะข้อโต้แย้ง พยานหลักฐาน และความเห็นต่างยังสามารถเดินทางต่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้
สำหรับคดีฮั้วเลือก สว. มติ กกต. จึงปิดการลงคะแนนในห้องประชุมได้ แต่ยังไม่สามารถปิดคำถามของสังคมได้
และสุดท้าย สิ่งที่ตัดสินน้ำหนักของมติอาจไม่ใช่เพียงว่า ใครมีเสียงมากกว่าแต่คือ เหตุผล หลักฐาน และกฎหมายรองรับเสียงนั้นมากเพียงใด







