
“วัส” ชี้คดีฮั้ว สว.มีหลักฐานถึงเกณฑ์ แนะ กกต.ส่งศาลฎีกา
อดีตประธาน กสม. เสนอแยกคดีเลือกตั้ง คดีอาญา และคดียุบพรรค ย้ำ กกต.มีหน้าที่ยื่นคำร้อง ส่วนการชี้ขาดความผิดเป็นอำนาจศาล
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. มีหลักฐานเพียงพอตามเกณฑ์ "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ที่กฎหมายกำหนดแล้ว
- เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งสำนวนคดีเลือกตั้งให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย แทนการตัดสินความผิดเอง
- หากศาลฎีการับคำร้อง สว. ที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก (คลิกอ่าน) เสนอแนวทางลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยเห็นว่า สำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จึงควรส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา
นายวัสระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาเดิมประกอบด้วย สว. 138 คน รวมถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองและบุคคลในเครือข่าย แต่ในวันลงมติอาจเหลือ สว. 136 คน หลังศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว 2 คนเมื่อต้นปี 2569
ข้อกล่าวหาสามารถจำแนกได้ 4 ลักษณะ ได้แก่ การจัดตั้งผู้สมัครหรือนอมินีเพื่อรับผลประโยชน์แลกกับการลงคะแนนตามโพย การจัดหาเงินหรือประโยชน์อื่นเพื่อจูงใจ การแทรกแซงของบุคคลทางการเมือง และการสมยอมหรือแลกเปลี่ยนคะแนนแบบบล็อกโหวต
นายวัสเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แยกคดีเลือกตั้งออกจากคดีอาญา เพราะใช้เกณฑ์พิจารณาและมีผลทางกฎหมายต่างกัน สำหรับคดีเลือกตั้ง หากพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 62
นายวัส ให้เหตุผลว่า กฎหมายกำหนดให้ กกต.ยื่นคำร้องเมื่อพบหลักฐานถึงเกณฑ์ มิได้ให้องค์กรดังกล่าววินิจฉัยความผิดในขั้นสุดท้ายแทนศาล หากศาลฎีการับคำร้องที่เกี่ยวข้องกับ สว. ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่าไม่ได้กระทำผิด แต่หากศาลวินิจฉัยว่ากระทำผิด สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลงตามกฎหมาย
ส่วนคดีอาญา นายวัสเห็นว่า กกต.ควรดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ศาลพิสูจน์ความผิดในข้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 76, 77, 79 และ 81 ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือผู้สมัคร การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจ ตลอดจนการรับผลประโยชน์แลกกับการเลือกหรืองดเลือกบุคคลใด โดยอาจส่งสำนวนให้อัยการหรือพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อศาลที่มีอำนาจ
สำหรับประเด็นยุบพรรค นายวัสเสนอว่า หากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอเรื่องตามกฎหมาย กกต.ไม่ควรนำมารวมกับวาระคดีฮั้ว สว. แต่ต้องแยกพิจารณาภายหลังเมื่อมีหลักฐานและดำเนินการครบขั้นตอน
นายวัสสรุปว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นบททดสอบความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ เพราะผลคดีเกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมของ สว. ความน่าเชื่อถือของ กกต. และศรัทธาของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งของประเทศ







