
เปิด 229 รายชื่อคดีฮั้ว สว. ใครบ้างก่อน กกต.ลงมติชี้ชะตา
เปิดโครงสร้างผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ตั้งแต่ผู้นำวุฒิสภาถึงแกนนำรัฐบาล ก่อน กกต.ชี้ว่าจะส่งศาลฎีกา ยกคำร้อง หรือดำเนินคดีบางราย
KEY
POINTS
- ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม สว.และผู้สมัคร 186 ราย กับกลุ่มนักการเมืองและผู้ประสานงาน 43 ราย
- คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าคดีมีมูลทั้ง 229 ราย แต่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสนอให้ยกคำร้อง
- กกต.ชุดใหญ่ต้องเลือกว่าจะส่งคำร้องทั้งหมด ส่งเฉพาะบางราย หรือยุติคดี ซึ่งแต่ละทางกระทบทั้งวุฒิสภา รัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อ กกต.
การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 กลายเป็นจุดตัดสำคัญของคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หลังสำนวนระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ตั้งแต่ประธานและรองประธานวุฒิสภา ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคภูมิใจไทย
บุคคลทั้งหมดข้างต้นยังมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหา กกต.ต้องพิจารณาพยานหลักฐานและคำชี้แจงก่อนลงมติว่าจะส่งคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือยกคำร้อง การปรากฏชื่อในสำนวนจึงยังไม่ถือว่าศาลวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิด
ถอดโครงสร้าง 229 รายชื่อ
สำนวนแบ่งผู้ถูกกล่าวหาออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามบทบาทในการเลือก สว. และความเชื่อมโยงที่คณะไต่สวนตรวจพบ
กลุ่มแรก อยู่ในลำดับที่ 1–186 ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบันราว 136–138 ราย รวมถึงผู้สมัครสำรองและผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกอีกประมาณ 50 ราย
รายชื่อสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 และนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา อยู่ในลำดับที่ 3
ยังมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ลำดับที่ 6 พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ ลำดับที่ 9 และนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมและเลขานุการวิปวุฒิสภา ลำดับที่ 70
รายชื่ออื่นที่ถูกจับตามอง ได้แก่ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ลำดับที่ 76 นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน ลำดับที่ 85 นายประเทือง มนตรี ลำดับที่ 99 พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ลำดับที่ 125 และนายอลงกต วรกี ลำดับที่ 134
จากวุฒิสภาถึงแกนนำรัฐบาล
กลุ่มที่สอง อยู่ในลำดับที่ 187–229 รวม 43 ราย ประกอบด้วยรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 ราย และผู้ประสานงานอีกประมาณ 20 ราย
คณะไต่สวนระบุถึงบทบาทด้านการอำนวยความสะดวก นัดหมายผู้สมัคร และเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้สมัคร สว. อย่างไรก็ตาม กกต.ยังต้องชั่งน้ำหนักหลักฐานและคำแก้ข้อกล่าวหาของแต่ละรายก่อนมีมติ
รายชื่อในกลุ่มนี้เริ่มจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในลำดับที่ 187 ตามด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลำดับที่ 188 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลำดับที่ 189
ลำดับที่ 190 คือ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ส่วนลำดับที่ 191 คือ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ ยังมี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและนายทะเบียนพรรค ลำดับที่ 194 นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 195 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ลำดับที่ 196 และนายชลัฐ รัชกิจประการ ลำดับที่ 198
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ในลำดับที่ 205 ขณะที่รายชื่อกลุ่มรัฐมนตรียังครอบคลุมนายนภินทร ศรีสรรพางค์ นางสุขสมรวย วันทนียกุล นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส่วนลำดับที่ 228 คือ นายเนวิน ชิดชอบ
สำนวนวางข้อกล่าวหาไว้ 7 ฐาน
คณะไต่สวนอ้างบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 รวม 7 ฐานหลัก
ข้อกล่าวหาครอบคลุมตั้งแต่นักการเมืองช่วยผู้สมัครให้ได้รับเลือก ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง และผู้สมัครยินยอมรับความช่วยเหลือ ตามมาตรา 76 วรรคสอง ไปจนถึงการฝ่าฝืนกติกาแนะนำตัว ตามมาตรา 36 และมาตรา 70
ส่วนมาตรา 77 ครอบคลุมการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ลงคะแนน รวมถึงการจัดเลี้ยงเพื่อหวังผลต่อคะแนน
อีกสองฐานอยู่ในมาตรา 79 และมาตรา 81 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียกหรือรับทรัพย์สินเพื่อสมัคร รวมถึงการรับผลประโยชน์เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครคนใด
ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้เผชิญข้อกล่าวหาเหมือนกันทั้งหมด กกต.จึงต้องแยกพิจารณาพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และบทบาทของแต่ละคน ไม่สามารถใช้เพียงการปรากฏชื่อในเครือข่ายเป็นข้อสรุปว่าทุกคนกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน
2คณะทำงานให้คำตอบตรงข้ามกัน
จุดที่ทำให้คดีนี้ซับซ้อนคือ คณะทำงานภายใน กกต.ประเมินสำนวนต่างกันอย่างชัดเจน
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก เป็นประธาน และทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สอบพยานกว่า 700 ปาก พร้อมตรวจเส้นทางเงิน โพยรายชื่อ และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์
คณะไต่สวนชุดนี้สรุปว่าคดีมีมูล และเสนอให้ กกต.ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย
แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ซึ่งมี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นประธาน กลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ว่าพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พร้อมเสนอให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย
กรรมการเสียงข้างน้อย 2 คนเห็นต่าง โดยเสนอให้ชี้มูลเฉพาะ สว.ชุดปัจจุบัน 134 ราย ความเห็นที่สวนทางกันจึงโยนภาระทั้งหมดไปยัง กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งต้องวินิจฉัยว่าสำนวนส่วนใดหนักแน่นพอส่งให้ศาลตรวจสอบ
3 ทางเลือกบนโต๊ะ กกต.
ทางเลือกแรก คือส่งคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ครบทั้ง 229 ราย ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 หาก กกต.เลือกทางนี้ คดีจะเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาล ส่วนผลต่อหน้าที่ของ สว.ต้องเป็นไปตามคำสั่งศาลและบทบัญญัติของกฎหมาย
ทางเลือกที่สอง คือยกคำร้องทั้งหมดตามความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มตินี้จะปิดคดีในชั้น กกต. แต่ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดข้อมูลจากพยานกว่า 700 ปาก เส้นทางเงิน โพยรายชื่อ และข้อมูลโทรศัพท์ จึงยังไม่เพียงพอ
ทางเลือกสุดท้าย คือส่งคำร้องเฉพาะผู้ที่มีพยานหลักฐานชัดเจน แล้วตัดชื่อผู้ที่หลักฐานไปไม่ถึงออกจากสำนวน วิธีนี้เปิดทางให้ กกต.แยกบทบาทของผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล แต่ต้องชี้แจงให้ได้ว่าใช้เกณฑ์ใดแบ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีกับผู้ที่ได้รับการยกคำร้อง
มติที่ไกลกว่าชะตา 229 คน
มติครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินเพียงชะตาของผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แต่ยังวัดมาตรฐานที่ กกต.ใช้รับมือข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งเครือข่าย บล็อกโหวต และแทรกแซงกระบวนการเลือก สว.
หาก กกต.ส่งคำร้องจำนวนมาก คดีย่อมกระทบองค์ประกอบและการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจพิจารณากฎหมายและให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง
แต่หาก กกต.ยกคำร้องทั้งหมด คำถามจะย้อนกลับไปยังคุณภาพของสำนวน เหตุผลของคณะอนุกรรมการ และความสามารถของ กกต.ในการอธิบายหลักฐานทุกชิ้นต่อสาธารณชน
ไม่ว่ามติจะออกทางใด สิ่งที่ กกต.หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเปิดเหตุผลให้ประชาชนตรวจสอบ เพราะคดีนี้ไม่ได้มีเพียงรายชื่อบุคคลสำคัญจำนวนมาก แต่แตะถึงที่มาและความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งชุดด้วย







