posttoday
ปมซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” ค้างสภา 3 เดือน “วัส” เตือน “โสภณ” เสี่ยงผิด ม.157

ปมซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” ค้างสภา 3 เดือน “วัส” เตือน “โสภณ” เสี่ยงผิด ม.157

10 กันยายน 2569

 “วัส ติงสมิตร” จี้ประธานรัฐสภาเร่งส่งคำร้องสอบ ป.ป.ช.ให้ประธานศาลฎีกา ชี้หากจงใจประวิงเวลาอาจเสี่ยงผิด ม.157

KEY

POINTS

  • นายวัส ติงสมิตร เตือนนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้เร่งพิจารณาคำร้องตรวจสอบ ป.ป.ช. กรณีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งค้างอยู่ในสภานานกว่า 3 เดือน
  • การประวิงเวลาหรือปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผล อาจทำให้ประธานรัฐสภาเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนายโสภณและนายศักดิ์สยามสังกัดพรรคเดียวกัน จึงเสนอให้สร้างความโปร่งใสและกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน

 

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตือนนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้เร่งพิจารณาคำร้องขอส่งเรื่องถึงประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. หลังคำร้องกรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ค้างอยู่ในรัฐสภานานกว่า 3 เดือน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล เข้ายื่นหนังสือต่อนายโสภณเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคำร้องดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านจากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภากลุ่มอิสระ ร่วมกันเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 และยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 แต่จนถึงขณะนี้ เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้ง

 

นายวัสอธิบายว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขทางธุรการ ความครบถ้วนของรายชื่อ และพิจารณาเพียงว่าคำร้องมี “เหตุอันควรสงสัย” หรือมีมูลเบื้องต้นหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาจนสิ้นสงสัย

 

ส่วนอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และวินิจฉัยรายละเอียดของคดี เป็นหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งประธานศาลฎีกาจะเป็นผู้แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ

 

นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า หากคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบพยานหลักฐานเชิงลึก หรือวินิจฉัยความถูกผิดของ ป.ป.ช. ย่อมสุ่มเสี่ยงใช้อำนาจเกินขอบเขตและทำหน้าที่แทนคณะผู้ไต่สวนอิสระ โดยเฉพาะเมื่อคดีดังกล่าวมีพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน ซึ่งปรากฏในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 อยู่แล้ว

 

นายวัสยังมองว่า การเก็บเรื่องไว้นานกว่า 3 เดือนโดยไม่เปิดเผยรายชื่อ ขอบเขตหน้าที่ และกรอบเวลาของคณะกรรมการกลั่นกรอง อาจทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนายโสภณและนายศักดิ์สยามสังกัดพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตนี้เป็นความเห็นของนายวัส และยังไม่มีองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยว่านายโสภณกระทำผิด

 

นายวัสเตือนว่า หากพบการใช้ดุลพินิจเพื่อประวิงเวลาหรือปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงอาจถูกตรวจสอบเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

นายวัสจึงเสนอให้ประธานรัฐสภาเปิดเผยรายชื่อและขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรอง พร้อมกำหนดกรอบเวลาว่าจะส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาหรือไม่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและคลายข้อสงสัยเรื่องการประวิงเวลาช่วยเหลือพวกพ้องทางการเมือง


แหล่งที่มาประกอบ : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

 

ข่าวล่าสุด

เปิดตัววันนี้ “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายเป็น Statement ช่วยปล่อยกู้รายย่อย

เปิดตัววันนี้ “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายเป็น Statement ช่วยปล่อยกู้รายย่อย