
“อภิสิทธิ์” เตือนเกมแทรกแซงครบวงจร ยึด สว. ส่งคนสู่องค์กรอิสระ
“อภิสิทธิ์” ชี้หากฝ่ายการเมืองคุม สว. และส่งคนสู่องค์กรอิสระ อาจทำให้กลไกตรวจสอบอำนาจรัฐถูกครอบงำ เสนอรื้อที่มาองค์กรอิสระ-สว.
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตือนถึงความเสี่ยงที่ฝ่ายการเมืองจะเข้าแทรกแซงกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐแบบ "ครบวงจร" ซึ่งจะทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล
- กลยุทธ์การแทรกแซงคือการเข้าควบคุมกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา (สว.) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการส่งบุคคลที่เชื่อมโยงกับตนเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
- เสนอทางออกให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ เพื่อให้กระบวนการสรรหามีความเป็นอิสระและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ ด้วยการปรับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ที่มาขององค์กรอิสระและที่มาของวุฒิสภา พร้อมเตือนความเสี่ยงจากการแทรกแซงกลไกตรวจสอบแบบ “ครบวงจร” หากฝ่ายการเมืองสามารถยึดโยงทั้งวุฒิสภา ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระเข้าด้วยกัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวในการเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” จัดโดยคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า โดยวิเคราะห์พัฒนาการขององค์กรอิสระตลอดเกือบ 30 ปี รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ชี้ต้นตอจากระบบ “พรรคมีเจ้าของ”
นายอภิสิทธิ์มองว่า เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แตกต่างจากหลายประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา คือ กลไกความรับผิดชอบทางการเมืองภายในระบบพรรคการเมืองไทยยังทำงานได้ไม่เต็มที่
ในประเทศเหล่านั้น เมื่อเกิดข้อครหาหรือความไม่ชอบมาพากล นักการเมืองและพรรคการเมืองสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้โดยตรง ขณะที่ประเทศไทย นายอภิสิทธิ์เห็นว่า พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคยังมีลักษณะเป็น “พรรคที่มีเจ้าของ” ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบภายในระบบรัฐสภาไม่สามารถทำงานได้ตามธรรมชาติ
จึงเป็นที่มาของการสร้างองค์กรอิสระขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองและผู้ใช้อำนาจรัฐ โดยในช่วงแรกองค์กรเหล่านี้สามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง
เตือนโมเดลแทรกแซงพัฒนาเป็น “ครบวงจร”
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ฝ่ายการเมืองพยายามหาช่องทางเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระมาอย่างต่อเนื่อง โดยจุดสำคัญอยู่ที่กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากวุฒิสภามีบทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ
รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้ สว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ด้วยความคาดหวังว่าจะลดอิทธิพลทางการเมือง แต่ในเวลาต่อมาก็เผชิญปัญหาเรื่องการแทรกแซง
รัฐธรรมนูญปี 2550 จึงปรับมาใช้ระบบผสมระหว่างการเลือกตั้งและการสรรหา แต่ก็ยังไม่สามารถยุติข้อครหาเรื่องการแทรกแซงได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงการแทรกแซงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความเป็นไปได้ของการเชื่อมโยงอำนาจแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่การมีอิทธิพลเหนือกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ก่อนส่งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ
หากบุคคลหรือกลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายบริหารด้วย อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่กลไกซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐกลับช่วยเหลือกันเอง และลดประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบถ่วงดุล
นายอภิสิทธิ์ยังตั้งคำถามถึงกรณีสมมุติที่พรรคการเมืองสามารถยึดครองกลไก สว. ก่อนส่งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ และองค์กรเหล่านั้นกลับทำหน้าที่ช่วยเหลือฝ่ายบริหารหรือ สว. ไม่ให้ต้องรับผิด โดยมองว่าประเด็นดังกล่าวกระทบต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วย
เสนอ 2 ทางออก รื้อที่มาองค์กรอิสระ-สว.
สำหรับทางออก นายอภิสิทธิ์เห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะถือเป็น “โอกาสทอง” ในการปรับโครงสร้างกลไกตรวจสอบให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่หากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังทำได้ยาก ควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราอย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก คือ ที่มาขององค์กรอิสระ โดยต้องปรับกระบวนการสรรหาให้มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใดจะสามารถควบคุมกระบวนการแต่งตั้งได้
ประเด็นที่ 2 คือ ที่มาของวุฒิสภา ซึ่งต้องออกแบบใหม่ให้ได้ สว. ที่มีความเป็นกลางและได้รับความเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากวุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรตรวจสอบ
จี้เปิดองค์กรอิสระให้ประชาชนตรวจสอบ
นอกเหนือจากการแก้โครงสร้างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ยังเสนอให้ทบทวนกลไกที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบองค์กรอิสระ รวมถึงขั้นตอนการยื่นเรื่องตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งบางส่วนขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร
หากการแก้รัฐธรรมนูญยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะใกล้ นายอภิสิทธิ์เห็นว่า อย่างน้อยควรแก้ไขกฎ ระเบียบ และกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระให้เปิดเผยและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน
นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า สังคมไทยไม่สามารถ “อยู่เฉย” ต่อปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากกลไกตรวจสอบถูกครอบงำจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ระบบประชาธิปไตยที่ต้องตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย







