
“ชลน่าน” แจงร่วมเวทีฝ่ายค้าน ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา เสนอรื้อกติกา
“ชลน่าน” ยืนยันร่วมเสวนาในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยรับทราบ ชี้การตรวจสอบช่วยสร้างความไว้วางใจ พร้อมเสนอรื้อกติกาฟื้นศรัทธาประชาชน
KEY
POINTS
- นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เข้าร่วมเวทีเสวนาของฝ่ายค้านในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น โดยพรรคเพื่อไทยรับทราบและไม่ขัดข้อง
- ชี้ว่าการเมืองไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นทั้งระบบ ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจ และกลไกตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- เสนอทางออก 2 ระยะ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบในระยะสั้น และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยใน รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่าการเมืองไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตความเชื่อมั่นทั้งระบบ” ตั้งแต่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ไปจนถึงฝ่ายตุลาการและองค์กรตรวจสอบ โดยเสนอให้แก้ปัญหา 2 ระดับ คือ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบในระยะสั้น และร่วมกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
นพ.ชลน่านให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมเสวนาของผู้นำฝ่ายค้าน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 ซึ่งจัดโดยกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมีกำหนดจัดขึ้นที่รัฐสภา หลังผู้จัดเปลี่ยนสถานที่จากโรงแรมพูลแมนตามคำขอของเจ้าของสถานที่
นพ.ชลน่านจะร่วมเสวนาในช่วง 09.30-11.00 น. หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ร่วมกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านอีก 2 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายชัยธวัช ตุลาธน
นพ.ชลน่าน ยืนยันว่าจะร่วมเฉพาะวงเสวนาของอดีตผู้นำฝ่ายค้านในช่วงเช้าเท่านั้น ไม่ได้เข้าร่วมวงเสวนาช่วงอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือร่วมเวทีกับกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชน
การขึ้นเตรียมขึ้นเวทีของนพ.ชลน่าน ถูกตั้งคำถามจากสังคมการเมือง เพราะเจ้าตัวสังกัดอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำรัฐบาล
เพื่อไทยรับทราบ ไม่ห้ามร่วมเวทีฝ่ายค้าน
นพ.ชลน่านกล่าวว่า หลังได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ ได้แจ้งให้พรรคเพื่อไทยรับทราบล่วงหน้าแล้ว โดยพรรคไม่ได้ทักท้วง เตือน หรือห้ามไม่ให้เข้าร่วม
เหตุผลสำคัญที่ตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นว่าเวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการเมืองและกลไกตรวจสอบ ซึ่งประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยควรมีส่วนร่วม
นพ.ชลน่านระบุด้วยว่า ปัจจุบันตนไม่มีตำแหน่งทางการเมือง จึงเข้าร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งและอดีตผู้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอความเห็นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
ชี้ร่วมเวทีไม่กระทบพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อถูกถามว่า การเข้าร่วมเวทีของฝ่ายค้าน ซึ่งมีประเด็นตรวจสอบการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงประเด็นที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน” จะกระทบความไว้วางใจระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า “ยิ่งทำให้ไว้ใจกันมากขึ้น”
นพ.ชลน่าน อธิบายว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควรเป็นกระบวนการปกติในระบบประชาธิปไตย การค้นหาความจริงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง
พร้อมย้ำว่า ประเด็นของเวที ไม่ได้มุ่งตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล แต่เป็นการหารือถึงปัญหาของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบถ่วงดุล และกระบวนการเข้าสู่อำนาจขององค์กรต่าง ๆ
ย้ำ สว.ต้องเป็นกลาง ไม่แบ่งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน
นพ.ชลน่านยังอธิบายถึงบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า สส.มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
สส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมเสนอแนะให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ สส.ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ คัดค้าน และเสนอความเห็นในอีกมุมหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ และควรทำหน้าที่ในฐานะ “สว.ของประชาชน” ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการตรวจสอบ โดยไม่แบ่งเป็นกลุ่มหรือฝักฝ่ายทางการเมือง
ชี้ต้นตอวิกฤตการเมืองมาจาก 3 ปัญหา
สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย นพ.ชลน่านประเมินว่า ปัญหาความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะองค์กรหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองโดยรวม
ประชาชนตั้งคำถามต่อทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่า สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่
นพ.ชลน่านมองว่า ต้นตอของปัญหามีอย่างน้อย 3 ประการ
ประการแรก คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาหลักในการกำหนดกระบวนการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ หากโครงสร้างมีช่องโหว่หรือความบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลต่อองค์กรที่เกิดขึ้นภายใต้กติกานั้น
ประการที่ 2 คือ ปัญหาการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม โดยมีกลุ่มบุคคลใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้าสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วอาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
ประการที่ 3 คือ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากองค์กรตรวจสอบขาดความโปร่งใสหรือถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด
เสนอ 2 ทางออก ฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองไทย
นพ.ชลน่านเสนอว่า การแก้ปัญหาควรแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ในระยะสั้น ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและกำกับการใช้อำนาจมากขึ้น ขณะที่ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
ส่วนระยะยาว จำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ด้วยการร่วมกันสร้างกติกาทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุลให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือทำให้ทุกกลไกของรัฐสามารถใช้อำนาจภายใต้กติกาที่ได้รับการยอมรับ และนำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน มากกว่าการตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง.







