
“กรณ์ จาติกวณิช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เตือนหนี้ชนเพดาน 70%
“กรณ์ จาติกวณิช” ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแม้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้แปลว่าควรทำ เตือนไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง และเสี่ยงสร้างระเบิดเวลาทางการคลัง
KEY
POINTS
- นายกรณ์ จาติกวณิช ประกาศไม่เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม
- เตือนว่าการกู้เงินครั้งนี้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงเกินเพดานที่กำหนดไว้ 70% ของ GDP
- ชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตที่ต้องใช้กฎหมายฉุกเฉิน และเงินกู้ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ชี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาจะต้องอนุมัติ พร้อมเตือนว่าอาจดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 นายกรณ์กล่าวว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่การตัดสินใจว่าควรดำเนินการหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ สส.ทุกคน
“คำวินิจฉัยว่าการกู้ด้วยการออก พ.ร.ก.นั้นทำได้ แต่อำนาจและหน้าที่ในการพิจารณาว่า ‘ควรทำหรือไม่’ อยู่กับพวกเราทุกคนในห้องนี้” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์อ้างถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 6 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญเชิญมาให้ข้อมูล ซึ่งไม่มีผู้ใดเห็นชอบกับการออก พ.ร.ก. เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายละเอียดโครงการยังขาดความชัดเจน และอาจขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญ
นายกรณ์ตั้งคำถามต่อรัฐบาลและสภา 4 ประเด็น ได้แก่ ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตที่จำเป็นต้องออกกฎหมายฉุกเฉินจริงหรือไม่ เงินกู้ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องหรือไม่ โครงการมีความเร่งด่วนตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังกับหนี้สาธารณะอย่างไร
สำหรับความจำเป็นเร่งด่วน นายกรณ์เปรียบเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และวิกฤตโควิด-19 ซึ่งล้วนมีเหตุฉุกเฉินชัดเจน ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้ผ่าน พ.ร.ก.ทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่เข้มข้นเท่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ด้านปัญหาปากท้อง ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลักทั้ง GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลงเกือบ 3% และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนน้ำมัน โดยมองว่าการกู้เงินเพื่อแจกหรือพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ส่วนโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชน 500,000–1 ล้านครัวเรือน นายกรณ์เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน พ.ร.ก.สิ้นอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2570 เพราะประเทศไทยมีกำลังติดตั้งจริงเพียงปีละ 100,000–200,000 ครัวเรือน จึงอาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี ขณะที่กฎหมายไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้าและสร้างภาระดอกเบี้ย
นายกรณ์ยังเตือนว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 67% ของ GDP หากรวมเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569–2570 และเงินกู้ตาม พ.ร.ก.อีก 400,000 ล้านบาท จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นราว 1.8–1.9 ล้านล้านบาท และอาจทะลุเพดาน 70% ทันที ส่งผลให้รัฐบาลในปี 2571 มีพื้นที่ทางการคลังไม่เพียงพอสำหรับจัดสรรงบลงทุนให้ได้ 20% ตามที่กฎหมายกำหนด
“การกู้เงินมาแจก แน่นอนที่สุดว่ามีคนชอบ และมีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ถามว่าสามารถแก้ปัญหาหลักของประเทศและประชาชนวันนี้ได้หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ย้ำว่า หน้าที่ของ สส.ไม่ใช่เพียงอนุมัติข้อเสนอของรัฐบาลเพราะไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสม ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประชาชน โดยเห็นว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ไม่ใช่คำตอบของปัญหาเศรษฐกิจ จึงยืนยันว่า ตน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถให้ความเห็นชอบได้







